เทคโนโลยีทางการแพทย์


    เครื่องตรวจวินิจฉัยโรคด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า 3 Tesla Magnetic Resonance Imaging (MRI 3 Tesla) คือ การตรวจหาความผิดปกติของระบบต่างๆ ในร่างกายโดยใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและการสะท้อนของคลื่นวิทยุมาประกอบกันแล้วแปลงเป็นสัญญานบนจอคอมพิวเตอร์ ภาพที่ได้จะเป็นภาพตัดขวาง 3 มิติ สามารถใช้ตรวจอวัยวะภายเกือบทุกส่วนภายในในร่างกาย สามารถสร้างภาพเสมือจริงของอวัยวะภายในร่างกายโดยเฉพาะ สมอง หัวใจ กล้ามเนื้อเส้นประสาทและส่วนที่เป็นมะเร็ง

    1. MRI

    MRI ตรวจอะไรได้บ้าง
  • 1. ระบบสมอง ความผิดปกติภายในกะโหลกศีรษะ สมอง ต่อมใต้สมอง หูชั้นใน สามารถมองเห็นรอยโรคได้อย่างชัดเจน เช่น สภาวะสมองขาดเลือด โดยเฉพาะในช่วงแรก ความผิดปกติบริเวณก้านสมอง เนื้องอกของสมอง ลมชัก
  • 2. ระบบช่องท้อง ความผิดปกติของช่องท้อง อวัยวะในอุ้งเชิงกราน มดลูก ต่อลูกหมาก กระเพาะปัสสาวะ ท่อทางเดินน้ำดี และถุงน้ำดี เช่น นิ่วหรือเนื้องอก
  • 3. ระบบหลอดเลือดดำและแดง ความผิดปกติของหลอดเลือดสมอง การตีบตันของหลอดเลือดไตสามารถตรวจได้โดย ไม่ต้องเสี่ยงจากการฉีดสารทึบรังสีและการใส่สายสวนเพื่อฉีดสี
  • 4. ระบบกล้ามเนื้อ เส้นเอ็นยึดกระดูกและข้อ ใช้ได้ดีในการตรวจระบบกล้ามเนื้อและข้อ เช่นการบาดเจ็บหรือฉีกขาดของเส้นเอ็นหรือกระดูกอ่อนบริเวณข้อต่างๆ การขาดเลือดไปเลี้ยงที่หัวของกระดูกต้นขาเนื้องอกภายในกระดูก
  • 5. ระบบไขสันหลัง ความผิดปกติภายในกระดูกสันหลัง ไขสันหลังและแส้นประสาท เช่น หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
  • ข้อควรหลีกเลี่ยงของการตรวจ MRI

    ปัจจุบันยังไม่พบรายงานผลกระทบต่อสุขภาพจากการตรวจ MRI แต่มีข้อควรระวังดังนี้

  • 1. ผู้มีโลหะฝังอยู่ในร่างกาย
    1. • ผ่าตัดติดคลิปอุดหลอดเลือดในโรคหลอดเลือดโป่งพอง
      • ใส่ลิ้นหัวใจเทียม ใส่เครื่องกระตุ้นการทำงานของหัวใจ
      • ผู้ใส่ Stent ที่หลอดเลือดหัวใจ ต้องสอบถามแพทย์ว่าเป็น Stent ชนิดใด ทำ MRI ได้หรือไม่
      • ใส่อวัยวะเทียมภายในหู ดามจมูก เปลี่ยนข้อเทียม
  • 2. ไม่ควรใช้อายแชโดว์และมาสคาร่า เพราะอาจมีส่วนผสมของโลหะ ทำให้เกิดเป็นสิ่งแปลกปลอมในภาพได้
  • 3. ข้อมูลในปัจจุบันไม่พบว่า MRI มีอันตรายต่อทารกในครรภ์ แต่ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ แนะนำให้หลีกเลี่ยงการตรวจในระยะ 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์
  • เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง CT Scan 128 slices ใช้ตรวจหาความผิดปกติของอวัยวะต่างๆ โดยการฉายรังสี X-Ray ผ่านอวัยวะในแนวตัดขวางและใช้คอมพิวเตอร์ความละเอียดสูงแปลงสัญญาณเป็นภาพ 3 มิติ ซึ่งภาพจะมีความละเอียดและชัดเจนสูง ใช้เวลาตรวจที่รวดเร็วช่วยให้ตรวจวินิจฉัยโรคได้รวดเร็วและแม่นยำ สามารถตรวจได้ทั้งร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เช่น ระบบสมองระบบหลอดเลือดระบบหัวใจ ตรวจหาเนื้องอกและมะเร็ง


    2. CT Scan

    ข้อดีของ CT Scan

    ตรวจได้รวดเร็ว ได้ภาพที่ละเอียดชัดเจน แยกความทึบของเนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกายได้ละเอียดมาก บอกขนาดตำแหน่งของส่วนที่ผิดปกติและการกระจายของโรคได้ แยกตรวจอวัยวะต่างๆ แต่ละส่วนโดยภาพไม่ทับซ้อนกัน ลดความเจ็บปวดและอันตรายจากการตรวจพิเศษทางรังสีแบบอื่นๆ เช่น ระบบหลอดเลือด ระบบลำไส้ ให้ข้อมูลของอวัยวะในภาคตัดขวาง ซึ่งสามารถแสดงรายละเอียดและโครงสร้างของอวัยวะได้ดีกว่าการตรวจเอกซเรย์ทั่วไป และสามารถนำมาสร้างภาพในระนาบอื่นและภาพ 3 มิติได้ ระยะเวลาในการตรวจเร็ว ทำให้สามารถทำการตรวจในผู้ป่วยที่มีอาการสั่น ไม่นิ่งหรือผู้ป่วยที่ไม่ให้ความร่วมมือ เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่สงสัยเลือดออกในสมองเฉียบพลัน ผู้ป่วยที่ประสบอุบัติเหตุ

    อวัยวะที่สามารถตรวจได้
  • 1. บริเวณส่วนที่เป็นศีรษะและคอ เช่น สมอง (Brain) คอ (Neck) โพรงอากาศรอบจมูก (Paranasal sinus) กระบอกตา (Orbit) โพรงอากาศช่องจมูก (Nasopharynx) ช่อง (Larynx) เป็นต้น
  • 2. บริเวณช่องท้อง เช่น ช่องท้องส่วนบน (Upper Abdomen) ช่องท้องส่วนล่าง (Lower Abdomen) บริเวณช่องท้องทั้งหมด (Whole Abdomen) เป็นต้น
  • 3. บริเวณช่องอก เช่น ปอด (Chest) เป็นต้น
  • 4. ส่วนที่เป็นกระดูกสันหลังเช่น กระดูกคอ (C-Spine) กระดูกสันหลังช่วงอก (T-Spine) กระดูกสันหลังช่วงเอว (L-Spine) เป็นต้น
  • 5. หลอดเลือดแดง (CTA) ที่สมอง คอ ช่วงอก แขน ขา ไต และหลอดเลือดหัวใจ
  • 6. ระบบลำไส้ (Virtual Colonoscopy) ตรวจค้นหาเนื้องอกหรือมะเร็งระยะต้นๆ ก่อนที่จะกลายป็นเนื้อร้าย
  • การตรวจเต้านมด้วยเครื่องแมมโมกราฟฟี่

    แมมโมกราฟฟี่ (Mammography) เป็นเครื่องมือทางการแพทย์ที่ใช้สร้างภาพภายในเนื้อเยื่อของเต้านมโดยใช้รังสีเอ็กซ์ขนาดกำลังต่ำ การตรวจแมมโมกราฟฟี่หรือที่เรียกกันว่า แมมโมแกรม นั้นเป็นการตรวจเพื่อหามะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้น ในขณะที่ยังไม่แสดงอาการ ซึ่งทำให้มีโอกาสรักษาหายขาดมากที่สุด


    3. Mammography

    การตรวจเต้านมด้วยเครื่องแมมโมกราฟฟี่

    แมมโมกราฟฟี่ (Mammography) เป็นเครื่องมือทางการแพทย์ที่ใช้สร้างภาพภายในเนื้อเยื่อของเต้านมโดยใช้รังสีเอ็กซ์ขนาดกำลังต่ำ การตรวจแมมโมกราฟฟี่หรือที่เรียกกันว่า แมมโมแกรม นั้นเป็นการตรวจเพื่อหามะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้น ในขณะที่ยังไม่แสดงอาการ ซึ่งทำให้มีโอกาสรักษาหายขาดมากที่สุด

    การตรวจด้วยเครื่องแมมโมกราฟฟี่แบ่งได้ 2 แบบ
  • • การตรวจในผู้ที่ไม่มีอาการ (Screening)
  • • การตรวจในผู้ที่มีอาการ (Diagnosis) เช่น คลำก้อนได้ที่เต้านม มีการเปลี่ยนแปลงที่ผิวหนังบริเวณเต้านม หรือมีสารคัดหลั่งผิดปกติออกมาจากหัวนม (เลือด,หนอง)
  • Screening mammography

    เป็นการตรวจที่สำคัญในการคัดกรองหามะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้น เพราะมะเร็งบางชนิดอาจใช้เวลาในการเปลี่ยนแปลงในเนื้อเยื่อเต้านมเป็น ปีหรือ 2 ปีก่อนที่ผู้ป่วยหรือแพทย์จะสามารถคลำส่วนที่ผิดปกตินี้ได้ ล่าสุดวิทยาลัยรังสีแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา แนะนำให้เริ่มทำการตรวจ screening mammogram ปีละครั้งเมื่อสตรีมีอายุ 40 ปีขึ้นไป สำหรับผู้หญิงที่เคยเป็นมะเร็งเต้านม หรือมีความเสี่ยงสูงเช่น มีประวัติมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งรังไข่ในครอบครัว ควรปรึกษาแพทย์ว่าควรรับการตรวจก่อนอายุ 40 ปีหรือไม่

    Diagnostic Mammography

    เป็นการตรวจเพื่อใช้ประเมินผู้ที่มีอาการผิดปกติ เช่นคลำพบก้อน หรือมีสารคัดหลั่งผิดปกติออกมาจากหัวนม การตรวจนี้มักเป็นการตรวจเพิ่มเติมเมื่อพบความผิดปกติจาก Screening mammogram อาการของมะเร็งเต้านม มะเร็งในระยะเริ่มต้นจะไม่มีอาการเจ็บหรือปวด เมื่อก้อนโตขึ้นจะทำให้เกิดอาการดังต่อไปนี้คลำพบก้อนที่เต้านม หรือใต้รักแร้ มีการเปลี่ยนแปลงของขนาดเต้านม มีน้ำไหลออกจากหัวนม หรือเจ็บ หัวนมถูกดึงรั้งเข้าในเต้านม ผิวที่เต้านมจะมีลักษณะเหมือนเปลือกส้ม หากพบอาการดังกล่าวควรรีบปรึกษาแพทย์ แม้ว่าอาการเหล่านี้ส่วนใหญ่ จะไม่ใช่มะเร็ง กลุ่มใดบ้างที่มีความเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม ควรมาตรวจแมมโมแกรมทุก 1 ปี

  • • ผู้หญิงที่มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งเต้านม (มารดา, พี่สาว, น้องสาว, บุตรสาว)
  • • ผู้ที่เคยรับการฉายแสงเพื่อรักษาโรคมะเร็งชนิดอื่นที่บริเวณหน้าอก
  • • ผู้ที่รับยาฮอร์โมนอย่างสม่ำเสมอ
  • • ผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมแล้ว 1 ข้าง
  • • สตรีมีอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจ screening mammogram ปีละครั้ง

    4. OBSTETRIC ULTRASONOGRAPHY

    การตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงในสตรีตั้งครรภ์ (OBSTETRIC ULTRASONOGRAPHY)
    “คุณหมอคะ ตอนนี้น้องตัวโตดีไหมคะ น้ำหนักเท่าไหร่แล้วคะ”
    “คุณหมอคะ น้องแข็งแรงสมบูรณ์ไหมคะ”
    “คุณหมอคะ พอจะทราบเพศไหมคะ”

    คำถามเหล่านี้ สตรีตั้งครรภ์ สามี และรวมไปถึงทุกคนในครอบครัว ได้เคยถามแพทย์ที่ตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงดูทารกในครรภ์อยู่บ่อยครั้ง การตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงหรือการตรวจอัลตราซาวด์ (ultrasound)(1) เป็นการตรวจโดยใช้เครื่องมือส่งคลื่นเสียงความถี่สูงเกินกว่าระดับที่หูของคนจะได้ยินผ่านไปยังอวัยวะต่างๆที่ต้องการตรวจ แล้วรับคลื่นเสียงที่สะท้อนกลับมาสร้างเป็นภาพเกิดขึ้น

    วัตถุประสงค์การตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงในสตรีตั้งครรภ์ (1)
    การตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงในสตรีตั้งครรภ์ ปัจจุบันมีการใช้กันอย่างกว้างขวาง โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประเภท คือ
  • 1. วินิจฉัยโรคหรือความผิดปกติ แพทย์จะตรวจเมื่อมีข้อบ่งชี้ เช่น การตรวจยืนยันอายุครรภ์ สตรีตั้งครรภ์ที่มีเลือดออกทางช่องคลอด ปวดท้องน้อย ขนาดมดลูกใหญ่หรือเล็กเกินไปไม่ใกล้เคียงกับอายุครรภ์ น้ำเดินในอายุครรภ์ก่อนกำหนด เป็นต้น
  • 2. คัดกรองโรคหรือความผิดปกติ แพทย์จะส่งตรวจเมื่อสตรีตั้งครรภ์มีความเสี่ยงสูงที่ทารกในครรภ์จะผิดปกติ เช่น ตั้งครรภ์อายุมาก เป็นพาหะของโรคเลือดจางธาลัสซีเมียบางชนิด มีโรคประจำตัว รับประทานยาบางชนิดขณะตั้งครรภ์ มีภาวะแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์ เป็นต้น ปัจจุบันมีโรคหรือความผิดปกติของทารกในครรภ์หลายชนิดที่สามารถใช้คลื่นเสียงความถี่สูงช่วยตรวจคัดกรองเบื้องต้นได้ เช่น กลุ่มอาการดาวน์ ทารกบวมน้ำจากโรคเลือดจางธาลัสซีเมีย ความพิการแต่กำเนิดบางชนิด
  • 3. เพื่อช่วยในการทำหัตถการวินิจฉัยก่อนคลอด ในบางกรณีที่แพทย์ทำหัตถการวินิจฉัยก่อนคลอด เช่น เจาะน้ำคร่ำ(amniocentesis) ตัดหรือดูดชิ้นเนื้อรก(chorionic villi sampling) เจาะเลือดจากสายสะดือทารกในครรภ์(cord blood sampling) เพื่อนำไปตรวจโครโมโซมเป็นต้น โดยเป็นขั้นตอนหนึ่งที่จะต้องตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงประกอบด้วย
  • การตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงในสตรีตั้งครรภ์ ในแต่ละช่วงอายุครรภ์ (2)
    อายุครรภ์ไตรมาสแรก (อายุครรภ์ก่อน 14 สัปดาห์)
    ข้อบ่งชี้และประโยชน์
  • • ยืนยันการตั้งครรภ์ในโพรงมดลูก กำหนดอายุครรภ์ ยืนยันการมีชีวิตของทารก
  • • จำนวนทารกในครรภ์ วินิจฉัยและประเมินครรภ์แฝด
  • • ประเมินอาการเลือดออกทางช่องคลอด ปวดท้องน้อย สงสัยครรภ์นอกมดลูก สงสัยครรภ์ไข่ปลาอุก
  • • ประเมินก้อนในอุ้งเชิงกราน หรือความผิดปกติของมดลูก
  • • การตรวจวัดความหนาของต้นคอทารกในครรภ์ (nuchal translucency) ช่วงอายุครรภ์ 11-14 สัปดาห์ เพื่อช่วยตรวจคัดกรองเบื้องต้น เช่น กลุ่มอาการดาวน์ ความผิดปกติของโครโมโซมหรือพันธุกรรมบางชนิด

  • อายุครรภ์ไตรมาสสองและสาม (อายุครรภ์หลัง 14 สัปดาห์)
    ข้อบ่งชี้และประโยชน์
  • • ประมาณอายุครรภ์ ประเมินการเจริญเติบโตและสุขภาพของทารก
  • • คัดกรองหรือตรวจติดตามความพิการโดยกำเนิด
  • • คัดกรองประเมินสิ่งตรวจพบที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อความผิดปกติของโครโมโซม
  • • วินิจฉัยท่าหรือส่วนนำทารก
  • • วินิจฉัยความผิดปกติของน้ำคร่ำ
  • • ประเมินตำแหน่งรก วินิจฉัยภาวะรกเกาะต่ำ รกลอกตัวก่อนกำหนดในบางราย
  • • ประเมินความยาวปากมดลูก คัดกรองความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด
  • ความแม่นยำของคลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อวินิจฉัยความพิการของทารกในครรภ์ (1)

    การตรวจคลื่นความถี่สูงเพื่อวินิจฉัยความพิการของทารกในครรภ์ ช่วงอายุครรภ์ที่เหมาะสมคือ 18-22 สัปดาห์ โดยจะสามารถตรวจพบความพิการแต่กำเนิดที่สำคัญได้แตกต่างกันในช่วงร้อยละ 16-84 ขึ้นกับประสิทธิภาพของเครื่องตรวจความถี่สูง แพทย์ผู้ทำการตรวจ รวมทั้งปัจจัยทางด้านสตรีตั้งครรภ์ เช่น อายุครรภ์ จำนวนทารก ท่าของทารกในครรภ์ ปริมาณน้ำคร่ำ ผนังหน้าท้องหน้า เป็นต้น การตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงมีประโยชน์เพื่อวินิจฉัยความผิดปกติของการตั้งครรภ์ แต่ไม่ใช่การตรวจที่ยืนยันหรือรับรองความผิดปกติของทารกในครรภ์ได้ 100 เปอร์เซ็นต์

    ขั้นตอนการตรวจ และวิธีการตรวจ
  • 1. ส่วนใหญ่การตรวจเป็นการตรวจผ่านทางหน้าท้อง จะมีการทาเจลใสๆในบริเวณที่วางหัวตรวจลงไป
  • 2. หญิงตั้งครรภ์บางรายอาจมีความจำเป็นที่จะต้องตรวจผ่านทางช่องคลอด จะมีการใส่หัวตรวจขนาดเล็ก เข้าไปในทางช่องคลอด อาจทำให้รู้สึกเจ็บหรือไม่สบายเพียงเล็กน้อย
  • 3. ภาพของมดลูก ทารก รก น้ำคร่ำ และอวัยวะอื่นๆ จะปรากฏขึ้นบนจอภาพ
  • ผลการตรวจ

    แพทย์จะอธิบายสิ่งที่ตรวจพบให้ท่านทราบพร้อมทั้งรายผลตรวจเป็นเอกสาร ส่วนใหญ่จะทราบผลทันทีที่ตรวจเสร็จ แต่มีบางกรณีที่ต้องตรวจเพิ่มเติมด้วยวิธีอื่น ตรวจซ้ำหรือส่งไปตรวจในสถานบริการอื่นๆ

    ข้อจำกัดของการตรวจ และการแปลผลการตรวจ (1)
  • • ภาพการตรวจจะไม่ชัดในบางกรณี เช่น สตรีตั้งครรภ์อ้วนมากหรือมีผนังหน้าท้องหนา น้ำคร่ำน้อยหรือมากเกินไป ทารกอยู่ในท่าที่ไม่เหมาะสมหรือดิ้นมาก
  • • เมื่อพบความผิดปกติ แพทย์จะอธิบายให้ท่านทราบและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลรักษาต่อไป ถ้าไม่พบหรือไม่เห็นความผิดปกติใดๆ ไม่ได้หมายความว่าทารกจะแข็ง แรงหรือสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะความผิดปกติบางอย่างไม่สามารถตรวจพบได้โดยการตรวจคลื่นเสียงความถี่สูง หรืออาจจะเกิดขึ้นภายหลังจากการตรวจครั้งนั้น
  • ความปลอดภัยการตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงในสตรีตั้งครรภ์ (3)

    โดยปัจจุบันตามหลักฐานทางการแพทย์ที่มียังไม่พบว่าการตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงในสตรีตั้งครรภ์จะก่อให้เกิดผลเสียต่อทารกในครรภ์และสตรีตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตามการตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงควรทำเมื่อมีข้อบ่งชี้ที่เหมาะสม


    5. Digital Bone Densitometer/Parts

    เครื่องตรวจความหนาแน่นของกระดูก ระบบดิจิตอล 2 ส่วน (สะโพกและเอว)

    “ผู้หญิงเสี่ยงกระดูกพรุน” มากกว่าผู้ชาย 1 ใน 3
    “ผู้หญิงวัยทอง” เสี่ยงโรคกระดูกพรุนถึง 4 เท่า ของผู้ชายในช่วงอายุเดียวกัน
    “ผู้หญิงวัยทอง” จะสูญเสียมวลกระดูก 1-2% ต่อปี
    กลุ่มที่มีความเสี่ยงของโรคกระดูกพรุน

    ผู้สูงอายุ / ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน / ผู้หญิงที่ตัดรังไข่ทั้ง2ข้าง / ผู้ที่ไม่ค่อยออกกำลังกาย / ผ้ที่ป่วยโรคเรื้อรัง / ผู้ที่สูบบุหรี่ ดื่มสุราเป็นเวลานาน / ผู้ที่ได้รับยาสเตียรอยด์ ตรวจ ค้นหา ประเมินความเสี่ยงกระดูกหัก ภาวะกระดูกบาง และกระดูกพรุน ด้วยเครื่องตรวจวัดความหนาแน่นของมวลกระดูกระบบดิจิตอล เพิ่มความแม่นยำและลดเวลาการตรวจพร้อมทั้งประเมินความเสี่ยงการแตกหักของกระดูกที่จะเกิดขึ้นในอนาคต (FRAX Tool)


    6. ห้องปฏิบัติการทางการแพทย์

    เพื่ออำนวยความสะดวก โรงพยาบาล พริ้นซ์ ปากน้ำโพ ได้จัดเตรียม แพคเกจคลอดแบบเหมาจ่าย ทั้งคลอดปกติ และการผ่าตัดคลอด ท่านสามารถติดต่อสอบถามได้ที่แผนกคลินิกสุขภาพตรีโดยตรง

  • • เคมีคลินิก (Chemistry)
  • • ภูมิคุ้มกันวิทยา (Immunology)
  • • งานน้ำเหลืองวิทยา (Serology)
  • • โลหิตวิทยา (Hematology)
  • • จุลทรรศน์ศาสตร์ (Microscopy)
  • • จุลชีววิทยา (Microbiology)
  • • และงานคลังเลือด

    รายละเอียดการให้บริการ

    ทางแผนกปฏิบัติการพยาธิ เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวัน
COPYRIGHT © 2019 PAKNAMPO HOSPITAL GROUP. All Rights Reserved.