“อีโบลา” ไวรัสร้ายจากต่างแดน โรคอันตรายที่ควรเฝ้าระวัง
05 มิถุนายน 2569
“อีโบลา” ไวรัสร้ายจากต่างแดน โรคอันตรายที่ควรเฝ้าระวัง
โรคอีโบลา (Ebola Virus Disease หรือ EVD) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสชนิดรุนแรงที่เคยสร้างความตื่นตระหนกไปทั่วโลก เนื่องจากมีอัตราการเสียชีวิตสูง และสามารถแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในพื้นที่ทวีปแอฟริกาที่เคยพบการระบาดครั้งใหญ่หลายครั้ง แม้ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่พบการระบาดภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยการเดินทางระหว่างประเทศ การท่องเที่ยว และการเคลื่อนย้ายสัตว์ป่า ทำให้โรคนี้ยังคงเป็นโรคอุบัติใหม่ที่ทั่วโลกต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
โรคอีโบลาเป็นหนึ่งในกลุ่มโรคไข้เลือดออกจากไวรัส (Viral Hemorrhagic Fever) เกิดจากเชื้อไวรัสอีโบลาในตระกูล Filoviridae ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกัน ระบบไหลเวียนโลหิต และอวัยวะสำคัญหลายส่วนของร่างกาย ผู้ป่วยบางรายอาจมีภาวะเลือดออกผิดปกติ อวัยวะล้มเหลว และเสียชีวิตได้ภายในระยะเวลาอันสั้นหากไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม
เชื้อไวรัสอีโบลาคืออะไร?
เชื้อไวรัสอีโบลาเป็นไวรัสที่มีลักษณะเป็นเส้นใย พบครั้งแรกในปี ค.ศ. 1976 บริเวณใกล้แม่น้ำอีโบลาในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก จึงเป็นที่มาของชื่อโรค โดยเชื้อไวรัสนี้แบ่งออกได้หลายสายพันธุ์ ซึ่งบางสายพันธุ์ก่อโรครุนแรงในมนุษย์และมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 50–90
สายพันธุ์ที่เคยพบการระบาดในคน ได้แก่
- Zaire ebolavirus
- Sudan ebolavirus
- Bundibugyo ebolavirus
- Taï Forest ebolavirus
ส่วนสายพันธุ์ Reston ebolavirus เคยตรวจพบในสัตว์ โดยเฉพาะลิง แต่ยังไม่พบว่าก่ออาการรุนแรงในมนุษย์
แม้ในปัจจุบันจะยังไม่สามารถระบุแหล่งรังโรคตามธรรมชาติได้อย่างชัดเจน แต่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เชื่อว่า “ค้างคาวผลไม้” อาจเป็นแหล่งรังโรคสำคัญของเชื้อไวรัสอีโบลา และสามารถแพร่เชื้อไปยังสัตว์ป่าอื่น เช่น ลิงชิมแปนซี กอริลลา หรือสัตว์ป่าบางชนิด ก่อนจะติดต่อมายังมนุษย์
การติดต่อของโรคอีโบลา
โรคอีโบลาไม่ใช่โรคที่ติดต่อผ่านอากาศเหมือนไข้หวัดใหญ่หรือโควิด-19 แต่ติดต่อผ่าน “การสัมผัสโดยตรง” กับสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อหรือสัตว์ที่มีเชื้อ เช่น
- เลือด
- น้ำลาย
- เหงื่อ
- อาเจียน
- อุจจาระ
- ปัสสาวะ
- น้ำอสุจิ
- อวัยวะหรือเนื้อเยื่อของผู้ติดเชื้อ
นอกจากนี้ ยังสามารถติดเชื้อได้จากการสัมผัสพื้นผิว วัสดุ หรืออุปกรณ์ที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่ง เช่น เสื้อผ้า เข็มฉีดยา เครื่องมือทางการแพทย์ หรือระหว่างการดูแลผู้ป่วยโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม
กลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสติดเชื้อสูง
- บุคลากรทางการแพทย์
- ผู้ดูแลผู้ป่วย
- ญาติหรือผู้ใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ
- ผู้ที่สัมผัสร่างผู้เสียชีวิตจากโรคอีโบลา
- ผู้เดินทางกลับจากประเทศที่มีการระบาด
- ผู้สัมผัสสัตว์ป่าหรือสัตว์นำเข้าที่อาจเป็นพาหะ
* เชื้อไวรัสอีโบลามีระยะฟักตัวประมาณ 2–21 วัน โดยผู้ติดเชื้อจะเริ่มแพร่เชื้อได้เมื่อเริ่มมีอาการแล้ว
อาการของโรคอีโบลา
อาการของโรคอีโบลามักเริ่มต้นคล้ายโรคติดเชื้อทั่วไป ทำให้ในระยะแรกอาจสังเกตได้ยาก ผู้ป่วยมักมีอาการอย่างเฉียบพลัน ได้แก่
1. อาการระยะแรก
- ไข้สูง
- อ่อนเพลียมาก
- ปวดศีรษะ
- ปวดกล้ามเนื้อ
- เจ็บคอ
- เบื่ออาหาร
2. อาการระยะรุนแรง (ภายในไม่กี่วัน)
- คลื่นไส้ อาเจียน
- ท้องเสียรุนแรง
- ปวดท้อง
- มีผื่นตามผิวหนัง
- ตับและไตทำงานผิดปกติ
- ความดันโลหิตต่ำ
- ภาวะขาดน้ำรุนแรง
* ในผู้ป่วยบางราย อาจเกิดภาวะเลือดออกผิดปกติทั้งภายในและภายนอกร่างกาย เช่น เลือดออกตามไรฟัน อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ หรือมีจุดเลือดออกตามผิวหนัง ซึ่งเป็นภาวะที่มีความรุนแรงสูงและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต
3. ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการมักพบว่า
- เม็ดเลือดขาวต่ำ
- เกล็ดเลือดต่ำ
- การทำงานของตับผิดปกติ
- การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ
การวินิจฉัยโรคอีโบลา
การวินิจฉัยโรคอีโบลาจำเป็นต้องอาศัยทั้งประวัติการเดินทาง ประวัติการสัมผัสผู้ป่วย และการตรวจทางห้องปฏิบัติการเฉพาะทาง เนื่องจากอาการในระยะแรกคล้ายกับโรคติดเชื้ออื่น เช่น มาลาเรีย ไข้เลือดออก ไข้ไทฟอยด์ หรือโรคติดเชื้อไวรัสทั่วไป
วิธีการตรวจวินิจฉัย ได้แก่
- การตรวจสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัส (RT-PCR)
- การตรวจหาแอนติเจนของเชื้อ
- การตรวจหาแอนติบอดีต่อเชื้อไวรัส
- การเพาะเชื้อในห้องปฏิบัติการความปลอดภัยสูง
* เนื่องจากเชื้อไวรัสอีโบลามีความอันตรายสูง ห้องปฏิบัติการที่ใช้ตรวจวิเคราะห์จำเป็นต้องมีมาตรฐานความปลอดภัยทางชีวภาพระดับสูง (Biosafety Level 4)
การรักษาโรคอีโบลา
ปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคอีโบลาที่สามารถรักษาให้หายขาดได้โดยตรง การรักษาจึงเน้นการดูแลแบบประคับประคอง (Supportive Treatment) เพื่อช่วยลดความรุนแรงของโรคและเพิ่มโอกาสรอดชีวิต เช่น
- การให้สารน้ำและเกลือแร่
- การรักษาสมดุลความดันโลหิต
- การให้ออกซิเจน
- การรักษาภาวะแทรกซ้อน
- การป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อน
- การดูแลการทำงานของอวัยวะสำคัญ
ในปัจจุบัน หลายประเทศมีการพัฒนาวัคซีนและยาต้านไวรัสสำหรับใช้ในภาวะการระบาด แต่ยังอยู่ภายใต้การควบคุมและใช้เฉพาะในบางพื้นที่หรือกลุ่มเสี่ยง สิ่งสำคัญที่สุดคือ “การวินิจฉัยและแยกผู้ป่วยอย่างรวดเร็ว” เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อสู่บุคคลอื่น
สถานการณ์โรคอีโบลากับประเทศไทย
แม้ประเทศไทยยังไม่เคยเกิดการระบาดของโรคอีโบลาในวงกว้าง แต่จากการที่ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยวและการเดินทางระหว่างประเทศ ทำให้ยังมีความเสี่ยงจากผู้เดินทางที่มาจากพื้นที่ระบาด
หน่วยงานด้านสาธารณสุขของไทยจึงมีมาตรการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะที่สนามบิน ด่านตรวจคนเข้าเมือง และจุดผ่านแดนระหว่างประเทศ เพื่อคัดกรองผู้เดินทางที่มีไข้หรือมีประวัติเสี่ยง รวมถึงเฝ้าระวังการนำเข้าสัตว์ป่าที่อาจเป็นพาหะของโรค
นอกจากนี้ โรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ยังมีการเตรียมความพร้อมด้านระบบป้องกันการติดเชื้อ การแยกผู้ป่วย และแนวทางการดูแลตามมาตรฐานสากล เพื่อรองรับหากพบผู้ป่วยต้องสงสัย
วิธีป้องกันโรคอีโบลา
แม้โรคอีโบลาจะยังไม่พบการระบาดในประเทศไทย แต่ประชาชนสามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการปฏิบัติตนอย่างเหมาะสม ดังนี้
1. หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่ระบาด
หากไม่มีความจำเป็น ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังประเทศหรือพื้นที่ที่มีรายงานการระบาดของโรคอีโบลา
2. หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารคัดหลั่ง
หลีกเลี่ยงการสัมผัสเลือด สารคัดหลั่ง หรือร่างผู้ป่วยโดยตรง โดยเฉพาะหากไม่มีอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม
3. ล้างมืออย่างสม่ำเสมอ
การล้างมือด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์เจลอย่างถูกวิธี สามารถช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อได้
4. หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่า
ไม่สัมผัสสัตว์ป่า ซากสัตว์ หรือบริโภคเนื้อสัตว์ที่ไม่ผ่านการปรุงสุก โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยง
5. สังเกตอาการหลังเดินทางกลับจากต่างประเทศ
หากเดินทางกลับจากประเทศที่มีความเสี่ยง ภายใน 21 วันแล้วมีไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ หรือมีอาการผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติการเดินทางอย่างละเอียด
โรคอีโบลา โรคไกลตัวที่ไม่ควรมองข้าม
แม้โรคอีโบลาจะยังไม่ใช่โรคที่พบได้ทั่วไปในประเทศไทย แต่ด้วยความรุนแรงของโรคและการเดินทางที่เชื่อมต่อกันทั่วโลก ทำให้ทุกคนควรมีความรู้และตระหนักถึงการป้องกันตนเองอยู่เสมอ
การติดตามข่าวสารด้านสาธารณสุข การดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล และการรีบพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติหลังเดินทางจากพื้นที่เสี่ยง เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดโอกาสการแพร่ระบาดและเพิ่มความปลอดภัยให้กับทั้งตนเองและสังคม

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับโรคติดเชื้อ หรือมีอาการผิดปกติหลังเดินทางจากต่างประเทศ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำและการดูแลอย่างเหมาะสมจากทีมแพทย์ผู้เฉพาะทางของ โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ ที่พร้อมเป็นศูนย์ดูแลสุขภาพแบบครบวงจร ด้วยศักยภาพและระบบวินิจฉัยที่ทันสมัย รวมถึงการดูแลผู้ป่วยตามแนวทางมาตรฐานสากล

มีคำถามเกี่ยวกับ โรคติดเชื้อ หรือ อีโบลา ?
สอบถามฟรี รับคำตอบได้ทันที ทางช่องทาง LINE เพื่อความสบายใจของคุณ

ช่องทางการซื้อแพ็กเกจและโปรโมชั่น
ศูนย์การรักษาที่เกี่ยวข้อง

แผนกอายุรกรรม
สถานที่
ชั้น 1
เวลาทำการ
จ : 08.00-17.00 ,อ-อา : 08.00-20.00
เบอร์ติดต่อ
(056) 000 111 ต่อ 510101 ,510102


