การส่องกล้องท่อน้ำดี ERCP และการตรวจรักษานิ่วในทางเดินน้ำดี
13 พฤศจิกายน 2567
การส่องกล้องตรวจท่อทางเดินน้ำดีและตับอ่อน (ERCP) คืออะไร
การส่องกล้องตรวจท่อทางเดินน้ำดีและตับอ่อน (ERCP : Endoscopic Retrograde Cholangiopancreatography) เป็นขั้นตอนพิเศษที่ใช้ในการวินิจฉัยและรักษาปัญหาเกี่ยวกับตับ, ถุงน้ำดี, ท่อน้ำดี และตับอ่อน โดยใช้การส่องกล้องและการเอกซเรย์ร่วมกันเพื่อตรวจดูพื้นที่เหล่านี้และทำการรักษา เช่น การเอานิ่วออกหรือการใส่ท่อ
ใครที่ต้องส่องกล้องตรวจท่อทางเดินน้ำดีและตับอ่อน (ERCP)
ผู้ป่วยต้องการตรวจ ERCP ด้วยเหตุผลต่าง ๆ ดังนี้
- นิ่วในท่อน้ำดี : การวินิจฉัยและเอานิ่วในท่อน้ำดีออก
- การตีบของท่อน้ำดี : การประเมินและรักษาการตีบแคบในท่อน้ำดี ซึ่งอาจเป็นการตีบแบบธรรมดาหรือมะเร็ง
- สภาวะของท่อตับอ่อน : การตรวจสอบและรักษานิ่วหรือการตีบในท่อตับอ่อน
- สงสัยมะเร็งท่อน้ำดีหรือตับอ่อน : การตัดชิ้นเนื้อเพื่อวินิจฉัยมะเร็งในบริเวณเหล่านี้
- ดีซ่านที่ไม่ทราบสาเหตุ : การตรวจหาสาเหตุของดีซ่านเมื่อภาพการตรวจอื่นไม่ชัดเจน
- การติดเชื้อท่อน้ำดี : การจัดการการติดเชื้อในท่อน้ำดี
เมื่อนิ่วตกสู่ท่อน้ำดี จะมีอาการอย่างไร
อาการของคนไข้ในช่วงแรกคนไข้จะมีอาการปวดท้อง อาจปวดเป็นพักๆ หรือบางทีก็ปวดต่อเนื่อง
- อาการปวดจะมากขึ้นและรู้สึกร้าวไปถึงด้านหลัง โดยอาจมีอาการร่วมคือคลื่นไส้ อาเจียน เหงื่อออกมาก ใจสั่น คือมีอาการแบบเดียวกันกับคนที่เป็นนิ่วในถุงน้ำดี
- ถ้าก้อนนิ่วได้ตกไปสู่ท่อน้ำดีแล้วก็จะทำให้ท่อน้ำดีส่วนปลายเกิดการอุดตัน ทำให้คนไข้เกิดอาการตาเหลืองตัวเหลือง มีไข้ และมีปัสสาวะสีเข้มร่วมด้วย เสี่ยงกับการติดเชื้อแบคทีเรียรุนแรงในท่อน้ำดี ซึ่งจะส่งผลเสียถึงขั้นเสียชีวิตได้
การรักษานิ่วในท่อน้ำดีทำได้อย่างไรบ้าง
หากมีนิ่วอยู่ในถุงน้ำดีเราใช้การตรวจโดย Ultrasound ก็สามารถตรวจพบได้ แต่ถ้านิ่วตกลงไปที่ท่อน้ำดีแล้วการใช้วิธี Ultrasound อาจไม่ใช่คำตอบที่ตรงนัก เพราะในกรณีนี้ Ultrasound จะตรวจไม่ค่อยพบ ถ้าคิดแล้วก็น้อยกว่า 50 % เลยทีเดียว เมื่อเป็นดังนี้เราจึงต้องใช้การตรวจที่ละเอียดขึ้นโดยการใช้ CT Scan หรือทำ MRCP เพื่อให้แน่ใจมากยิ่งขึ้น
ถ้าในส่วนนี้มีการตรวจพบนิ่วในท่อน้ำดี เราก็จะทำการรักษาโดยใช้วิธีการที่เรียกว่า ERCP คือ การส่องกล้องท่อน้ำดี หรือการใช้กล้องส่องเข้าไปทางปากผ่านหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และผ่านเข้าสู่ลำไส้เล็กส่วนต้นจนถึงตำแหน่งที่ท่อเปิดของน้ำดีในลำไส้เล็ก แล้วฉีดสารทึบแสงและถ่ายภาพเอกซเรย์ วิธีการนี้นับเป็นหัตถการที่จำเป็นที่จะช่วยในการวินิจฉัยและรักษานิ่วในท่อน้ำดี การส่องกล้องท่อน้ำดี หรือ ERCP จะช่วยให้เราพบสาเหตุการอุดตันของท่อน้ำดีได้ว่ามาจากนิ่วหรือจากสาเหตุอื่นๆ หากเป็นสาเหตุที่นิ่ววิธีนี้ก็จะช่วยให้เราสามารถลากก้อนนิ่วออกจากท่อน้ำดีได้ โดยแพทย์อาจต้องตัดรูเปิดท่อน้ำดีให้กว้าง เพื่อให้สามารถดึงนิ่วที่ค้างอยู่ให้หลุดออกมา และนอกจากนั้นยังทำให้เราสามารถขูดเอาเซลล์ของท่อน้ำดีมาตรวจเพื่อการวินิจฉัยเรื่องอื่นๆ ได้อีกด้วย
เตรียมตัวก่อนส่องกล้องตรวจท่อทางเดินน้ำดี (ERCP) อย่างไร
- การอดอาหาร : ผู้ป่วยต้องงดอาหารและน้ำอย่างน้อย 6 – 8 ชั่วโมงก่อนการตรวจเพื่อให้ท้องว่าง
- การทบทวนยา : ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับยาทั้งหมดที่กำลังรับประทานอยู่ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยารักษาโรคเบาหวาน และอาหารเสริมบางชนิดอาจต้องปรับหรือหยุดชั่วคราว
- ข้อมูลเกี่ยวกับการแพ้ : แจ้งแพทย์เกี่ยวกับอาการแพ้ใด ๆ โดยเฉพาะยาและยาชา
- การประเมินสุขภาพ : การประเมินก่อนการตรวจจะถูกดำเนินการเพื่อทบทวนประวัติทางการแพทย์และปฏิกิริยาที่เคยเกิดขึ้นกับยาระงับความรู้สึกหรือยาชา
- การให้ความยินยอม : ผู้ป่วยต้องให้ความยินยอมในการยอมรับขั้นตอ เพื่อประโยชน์และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
ระหว่างการส่องกล้องตรวจท่อทางเดินน้ำดี (ERCP) เป็นอย่างไร
- การให้ยาระงับความรู้สึก : ผู้ป่วยจะได้รับยาระงับความรู้สึกเพื่อให้รู้สึกสบายและผ่อนคลาย อาจเป็นการให้ยาระงับความรู้สึกที่ยังมีสติหรือการให้ยาชาทั่วไป
- การวางตำแหน่ง : จะถูกวางตำแหน่งให้นอนตะแคงซ้ายหรือนอนคว่ำ
- การใส่กล้องส่อง : แพทย์จะใส่กล้องส่องผ่านทางปากและค่อย ๆ ดันผ่านหลอดอาหาร, กระเพาะอาหาร และเข้าสู่ลำไส้เล็กส่วนต้น
- การใส่สายสวน : ใช้สายสวนขนาดเล็กเพื่อฉีดสารทึบแสงเข้าไปในท่อน้ำดีและท่อตับอ่อน
- การถ่ายภาพด้วยฟลูออโรสโคปี : ใช้ภาพเอกซเรย์เพื่อดูท่อและตรวจหาความผิดปกติ
- การรักษา : หากจำเป็นจะมีการทำหัตถการ เช่น การเอานิ่วออก, การใส่ท่อ หรือการตัดชิ้นเนื้อ
ดูแลหลังส่องกล้องตรวจท่อทางเดินน้ำดี (ERCP) อย่างไร
- เวลาฟื้นตัว : ผู้ป่วยจะถูกติดตามในบริเวณฟื้นฟูจนกว่ายาระงับความรู้สึกจะหมดฤทธิ์ ซึ่งปกติใช้เวลาประมาณ 1 – 2 ชั่วโมง
- อาหาร : อาจเริ่มด้วยของเหลวใสและค่อย ๆ กลับไปทานอาหารปกติได้ตามที่ทนได้
- กิจกรรม : หลีกเลี่ยงกิจกรรมหนัก ๆ ในวันนั้น
- การติดตาม : ผู้ป่วยจะได้รับคำแนะนำเฉพาะเกี่ยวกับเวลาที่จะกลับมาใช้ยาปกติและการนัดติดตามผล
- สัญญาณเตือน : ติดต่อแพทย์หากคุณมีอาการปวดท้องรุนแรง, มีไข้, อาเจียน หรือสัญญาณการติดเชื้อ เช่น รอยแดงหรือบวมที่จุดตัดชิ้นเนื้อ
ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนของการส่องกล้องตรวจท่อทางเดินน้ำดี (ERCP)
ความเสี่ยงทั่วไป
- เจ็บคอ สาเหตุจากการเสียดสีของกล้อง
- คอชา เกิดจากยาชาเฉพาะที่
- ท้องอืด อาการนี้เกิดขึ้นได้บ่อยเนื่องจากแพทย์ต้องเป่าลมเข้ากระเพาะอาหารและลำไส้ขณะทำการส่องกล้อง แต่ อาการนี้เกิดขึ้นชั่วคราวอาการจะดีขึ้น เมื่อร่างการขับลมออกมา
ความเสี่ยงเฉพาะ
- ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน หลังส่องกล้อง 24 ชั่วโมง ผู้ป่วยจะมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน และมีเอ็นไซน์ของตับอ่อนสูง โอกาสเกิดภาวะเสี่ยงต่อการเป็นตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันประมาณ 3-5 % ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคือผู้ป่วยหญิง และผู้ป่วยที่มีอายุน้อย
- ลำไส้เล็กส่วนต้นทะลุ โอกาสเกิดความเสียง 1% ภาวะเลือดออกในลำไส้เล็กส่วนต้น เนื่องจากมีการตัดทางเปิดของท่อน้ำดี
- ภาวะเลือดออกอาจเกิดขึ้นทันที หรือเกิดขึ้นหลัง 24 ชั่วโมงหลังส่องกล้อง ผู้ป่วยที่รับประทานยาในกลุ่มละลายลิ้มเลือดจะเพิ่มภาวะเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเลือดออกในลำไส้เล็กส่วนต้น โอกาสเกิดภาวะเลือดออกในลำไส้เล็กส่วนต้นประมาณ 2.5 -5%
- ติดเชื้อหลังส่องกล้อง ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดท้อง มีไข้ ส่วนใหญ่จะเกิดในผู้ป่วยที่มีภาวะลำไส้อุดตันของท่อน้ำดี และความระบายน้ำดีเท่าที่ควร และสามารถเกิดภาวะเสี่ยงต่อการติดเชื้อ 5 -10% โดยปกติจะมีการให้ยาปฏิชีวนะ เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อก่อนทำการส่องกล้อง ซึ่งสามารถลดภาวการณ์ติดเชื้อได้อย่างมาก
จะเห็นได้ว่า การรักษานิ่วในทางเดินน้ำดีนั้นมีความซับซ้อนและความยากอยู่ในตัวเองพอสมควร ด้วยข้อจำกัดทางร่างกาย
ของมนุษย์เราเองดังนั้นจึงขอแนะนำว่าถ้าคุณเริ่มมีอาการปวดท้องมากๆอาการปวดเริ่มลุกลามมากไปจนถึงปวดร้าวไปด้านหลัง
ก็อย่านิ่งนอนใจ รีบมาพบแพทย์โดยด่วนจะดีที่สุดหากคุณเป็นนิ่วในถุงน้ำดีก็จะได้แก้ปัญหาไปตั้งแต่ต้น
ก่อนที่ก้อนนิ่วจะตกลงสู่ท่อน้ำดีซึ่งถ้าถึงจุดนั้นแล้ว การรักษาก็จะยากขึ้นซึ่งไม่เป็นผลดีต่อคุณนั่นเอง
หากสงสัยว่าตนเองหรือบุตรหลานป่วยควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง
คลินิกโรคระบบทางเดินอาหารและตับ พร้อมดูแล ติดต่อ 056 000 111 ต่อ 510211”