Header

โรคไข้อีดำอีแดง ภัยเงียบของลูกน้อยที่มากับไข้สูงและผื่นแดง

04 มีนาคม 2568

โรคไข้อีดำอีแดง ภัยเงียบของลูกน้อยที่มากับไข้สูงและผื่นแดง

รู้จัก "โรคไข้อีดำอีแดง" หรือ "โรคติดเชื้อจากแบคทีเรียสเต็ปโตคอคคัสกลุ่มเอ" ด้านหมอเด็กแนะผู้ปกครองไม่ควรตื่นตระหนก ให้ระมัดระวังและเฝ้าสังเกตอาการในเด็ก ดูแลสุขอนามัยอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ เนื่องจากโรคนี้ไม่สามารถหายได้เอง ทั้งยังมีภาวะแทรกซ้อนที่อาจเป็นอันตรายได้


ไข้อีดำอีแดง (Scarlet Fever)

      คือโรคซึ่งเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียสเตรปโตคอคคัสกรุ๊ปเอ (Group A Streptococcus) โดยโรคนี้พบได้ในเด็กอายุระหว่าง 5-15 ปี ทั้งนี้ ผู้ป่วยไข้ดำแดงจะมีผื่นสีแดงขึ้นตามผิวหนังเกือบทั่วร่างกาย รวมถึงมีไข้สูง และมีอาการเจ็บคอเกิดขึ้นร่วมด้วย โรคไข้ดำแดงถือเป็นโรคร้ายแรงชนิดหนึ่งสำหรับผู้ป่วยเด็ก ไม่สามารถหายเองได้ และหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องอาจทำให้อาการแย่ลงจนส่งผลร้ายแก่หัวใจ ไตและอวัยอื่นๆ ทั้งนี้แพทย์อาจใช้วิธีการรักษาด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ ร่วมกับให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมาก ๆ และพักผ่อนรักษาตัวที่บ้านก็จะช่วยบรรเทาอาการได้สาเหตุและการติดต่อ

ไข้อีดำอีแดงเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียสเตรปโตค็อกคัส กรุ๊ปเอ ซึ่งสามารถติดต่อได้ผ่านทาง ดังนี้

  • การสัมผัสสารคัดหลั่งจากผู้ป่วย เช่น น้ำลาย น้ำมูก
  • การไอ จาม หรือพูดคุยใกล้ชิดกับผู้ป่วย
  • การสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อโรค
     

อาการของโรค

     สัญญาณบ่งบอกถึงโรคไข้ดำแดงประกอบไปด้วยอาการปวดศีรษะ เจ็บคอ คอแดงและในบางครั้งมีรอยสีเหลืองหรือสีขาวขึ้นในลำคอ ต่อมน้ำเหลืองที่คอโต มีปัญหาในการกลืนอาหาร คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีไข้สูง (ราว ๆ 38.3 องศาเซลเซียสหรือสูงกว่า) บริเวณลิ้นและต่อมรับรสบนลิ้นจะนูนแดงอย่างชัดเจนและปลายลิ้นจะมีลักษณะคล้ายผิวของผลสตรอว์เบอร์รี่ นอกจากนี้ยังมีอาการอื่น ๆ ด้วย เช่น หน้าแดง ผดผื่นขึ้นตามร่างกาย และลิ้นเปลี่ยนสีเป็นสีแดงหรือขาว ไข้ดำแดงจะแสดงอาการภายใน 1 สัปดาห์หลังจากติดเชื้อ อย่างไรก็ตาม อาการหลักของไข้อีดำอีแดงประกอบด้วย

  • ผื่นไข้ดำแดง มักเริ่มขึ้นภายใน 24-48 ชั่วโมงหลังเริ่มมีไข้ แต่ในบางกรณีผื่นอาจขึ้นเป็นอาการแรกเลยก็ได้ โดยผื่นมักขึ้นที่บริเวณท้อง หน้าอก หรือบริเวณรอบคอ แล้วกระจายไปทั่วลำตัว แขน และขา รอยผื่นอาจมีสีชมพูหรือแดง และจะแดงมากเป็นพิเศษตามจุดที่เป็นข้อพับ เช่น ข้อศอก หรือรักแร้ นอกจากนี้รอยผื่นยังให้สัมผัสคล้ายกับกระดาษทราย (สามารถสังเกตได้ง่ายในผู้ป่วยที่มีผิวสีเข้ม) หรือผื่นมีลักษณะเป็นตุ่มเล็ก ๆ มองคล้ายหนังห่าน (Goose-pimple Appearance) หากใช้แก้วกดทับบริเวณผื่นจะพบว่ารอยผื่นแดงเหล่านั้นกลายเป็นสีขาว ซึ่งโดยทั่วไปแล้วผื่นจะขึ้นอยู่ราว 3-4 วัน ก่อนจะเริ่มลอกออกเป็นขุยหรือเป็นแผ่น ไล่จากใบหน้าและลำคอลงมาเรื่อย ๆ จนถึงมือ เท้า ปลายมือ ปลายเท้า
  • แก้มเปลี่ยนเป็นสีแดง ปกติผื่นแดงจะไม่ได้ลามมาที่ใบหน้า แต่แก้มมักจะเปลี่ยนเป็นสีแดงจัดคล้ายโดนแดดเผา แต่บริเวณรอบปากจะขาวซีด
  • ลิ้นเป็นสีแดง หรือที่เรียกว่าลิ้นสตรอว์เบอร์รี่ (Strawberry Tongue) ลิ้นจะมีลักษณะเป็นตะปุ่มตะป่ำและมีฝ้าขาวขึ้นในช่วงแรก


วิธีแยกผื่นและอาการจากไข้อีดำอีแดงจากโรคอื่นๆ

     บางครั้งผื่นจากไข้อีดำอีแดงจากผื่นชนิดอื่นๆ ก็มีความใกล้เคียงกันทั้งลักษณะผื่นและอาการอื่นๆ แต่สิ่งที่จะทำให้นึกถึงโรคอีดำอีแดงมากกว่าโรคอื่น ได้แก่

  • ผื่นมีลักษณะเหมือนกระดาษทราย (Sand paper like rash) เนื่องจากมีตุ่มเล็กนูนจำนวนมาก เมื่อลองลูบบริเวณที่มีผื่นจะรู้สึกสากเหมือนสัมผัสกระดาษทราย ส่วนมากจะพบที่บริเวณแขนและหน้าอกมากกว่าบริเวณใบหน้า
  • รอบปากซีด เป็นคำที่เรียกกันเล่น ๆ ในทางการแพทย์ หมายถึงมักจะพบว่า บริเวณรอบปากซีดลงเมื่อเปรียบเทียบกับบริเวณหน้าผากและแก้มที่แดงมากขึ้น
  • กดแล้วจาง ผื่นแดงๆ นี้จะกดจาง (เมื่อกดที่ตุ่มแดง ผิวบริเวณนั้นจะขาวขึ้น) ต่างกับผื่นจากโรคอื่น (จุดเลือดออก) ที่กดแล้วไม่จาง
  • เส้น Pastia เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่พบได้บ่อยในไข้อีดำอีแดง โดยจะพบเป็นเส้นสีเข้มที่เกิดขึ้นบนผิวหนังโดยเฉพาะบริเวณข้อพับแขนทั้งสองข้างซึ่งอาจดูเหมือนบริเวณที่โดนแดดเผา
  • ลิ้นสตรอเบอร์รี่ (Strawberry tongue) เป็นอีกสิ่งที่พบได้บ่อย โดยจะพบว่า ลิ้นแดงและบวมมากขึ้น ช่วงแรกจะพบว่า ลิ้นจะมีปื้นสีขาวคลุม เมื่อเปรียบเทียบกับต่อมรับรสที่บวมและแดงมากขึ้นเป็นตุ่มเล็กๆ จะทำให้มีลักษณะเหมือนผลสตรอเบอร์รี่
  • ไข้และผื่นนี้มักจะพบร่วมกับการมีคอแดงและอักเสบและมีต่อมทอนซิลที่บวมแดง มีหนองคลุมได้ นอกจากนั้นยังทำให้ความอยากอาหารลดลง อ่อนเพลีย และไม่มีแรงได้
     

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

     หากไม่ได้รับการรักษา ไข้อีดำอีแดงอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น

  • ไข้รูมาติก เป็นโรคที่ส่งผลต่อหัวใจ ข้อต่อ และสมอง
  • ไตอักเสบ เกิดจากการอักเสบของไต
  • การติดเชื้อในหู หูชั้นกลางอักเสบ
  • การติดเชื้อในไซนัส ไซนัสอักเสบ 
     

การวินิจฉัย

     แพทย์จะวินิจฉัยไข้อีดำอีแดงโดยการตรวจร่างกาย ตรวจคอ และอาจทำการทดสอบเพิ่มเติม เช่น

  • การตรวจหาเชื้อสเตรปโตค็อกคัส โดยการเก็บตัวอย่างบริเวรลำคอเพื่อนำสารคัดหลั่งไปตรวจหาเชื้อ
  • การตรวจเลือด เพื่อตรวจหาการติดเชื้อ
     

วิธีการรักษา

     บางครั้งผื่นจากไข้อีดำอีแดงจากผื่นชนิดอื่นๆ ก็มีความใกล้เคียงกันทั้งลักษณะผื่นและอาการอื่นๆ แต่สิ่งที่จะทำให้นึกถึงโรคอีดำอีแดงมากกว่าโรคอื่น ได้แก่

  1. รักษาที่ด้วยยาปฏิชีวนะ ได้แก่ เพนนิซิลิน(Penicillin) อะมอกซิซิลิน (Amoxycillin) หรืออิริโทรมัยสิน (Erythromycin) เป็นเวลา 10 วัน และแม้อาการจะหายไปภายใน 3-4 วันก็ต้องรับประทานยาต่อไปจนครบ 10 วันเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคไข้รูมาติกและหน่วยไตอักเสบแทรกซ้อน
  2. ให้การรักษาตามอาการอื่นๆที่ตรวจพบ แนะนำให้นอนพักผ่อน ดื่มน้ำมากๆ
  3. ควรกลับมาพบแพทย์เมื่อได้รับการรักษาแล้วกลับเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา ได้แก่ มีไข้ร่วมกับอาการเหนื่อยง่าย ปวดข้อ หรือตุ่มหรือก้อนที่ใต้ผิวหนัง หรือมีอาการบวม ปัสสาวะเป็นสีแดงหรือเลือดปน เป็นต้น
     

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

การป้องกันและการลดโอกาสเกิดการติดเชื้อในเด็ก

  • หากลูกของคุณเป็นโรคไข้อีดำอีแดงจำเป็นต้องให้เด็กอยู่ในบ้านอย่างน้อย 24 ชั่วโมง หลังจากเริ่มให้ยาปฏิชีวนะจนกว่าจะไม่มีไข้รวมถึงอาการดีขึ้น นอกจากจะเป็นการป้องกันไม่ให้เด็กคนอื่นติดเชื้อแล้วยังช่วยให้ร่างกายของเด็กได้พักผ่อน
  • การล้างมือที่ถูกต้องเป็นวิธีสำคัญในการป้องกันการแพร่เชื้อ โดยเฉพาะหลังไอ จาม หรือ ก่อนจับอาหาร ถึงแม้คำแนะนำนี้จะดูง่าย แต่การล้างมือให้ถูกต้องนั้นกลับไม่ได้ปฏิบัติอย่างแพร่หลายเท่าที่ควร
  • ควรปิดปากขณะไอ จาม ไม่ใช้แก้วน้ำ ช้อน ผ้าเช็ดหน้าร่วมกัน ก็เป็นการป้องกันที่ดี รวมทั้งการแยกภาชนะของผู้ป่วย การแยกซักล้างเครื่องใช้ส่วนตัวก็ถือเป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน

 







 
 

"โรคไข้อีดำอีแดง ไม่ใช่โรคร้ายแรง สามารถรักษาให้หายขาดได้ เพียงแต่ผู้ปกครองควรรู้จักสังเกตว่า
ผื่นแดงร่วมกับอาการไข้ที่เกิดขึ้นกับบุตรหลาน ไม่ใช่ผื่นจากอาการแพ้แต่เป็นผื่นจากโรคมากกว่า
เพื่อจะได้รีบพาไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาที่เหมาะสมต่อไป
สามารถปรึกษาได้ที่ ศูนยฺ์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ 2
โทร. 093 580 0034 หรือ 056 000 111 ต่อ 509407 "ไม่ต้องห่วง ให้เราช่วยดูแล" 
 

 

ขอคำปรึกษา คลิก

 

 




 



ศูนย์การรักษาที่เกี่ยวข้อง

ศูนย์สุขภาพเด็ก

สถานที่

โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ 2

เวลาทำการ

จ-อ : 8.30-20.00 ,พ-ส : 07.00-20.00 ,อา : 8.00-20.00

เบอร์ติดต่อ

(056) 000 111 ต่อ 500602

แพทย์แนะนำ

ศูนย์ศัลยกรรมทั่วไป

พญ.กิติยา จันทรวิถี

พญ.กิติยา จันทรวิถี

ศูนย์ศัลยกรรมทั่วไป

อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด

นพ. ลิขิต กำธรวิจิตรกุล

ศัลยเเพทย์ออร์ปิดิกส์

บทความที่เกี่ยวข้อง

10 มีนาคม 2569

เด็กนอนกรนจากต่อมทอนซิลโต และต่อมอะดีนอยด์โต อันตรายแค่ไหน?

ทอนซิลและอะดีนอยด์โตในเด็กเป็นภาวะที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะช่วงวัยอนุบาลถึงประถม แม้ส่วนใหญ่เกิดจากไวรัสและสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่หากมีอาการนอนกรนรุนแรง หยุดหายใจขณะหลับ หรืออักเสบบ่อยครั้ง การประเมินโดยแพทย์เฉพาะทางเป็นสิ่งจำเป็น

10 มีนาคม 2569

เด็กนอนกรนจากต่อมทอนซิลโต และต่อมอะดีนอยด์โต อันตรายแค่ไหน?

ทอนซิลและอะดีนอยด์โตในเด็กเป็นภาวะที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะช่วงวัยอนุบาลถึงประถม แม้ส่วนใหญ่เกิดจากไวรัสและสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่หากมีอาการนอนกรนรุนแรง หยุดหายใจขณะหลับ หรืออักเสบบ่อยครั้ง การประเมินโดยแพทย์เฉพาะทางเป็นสิ่งจำเป็น

03 ธันวาคม 2568

โรคหัดเยอรมันในเด็ก ภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม รู้ทันอาการและการป้องกันเพื่อลูกน้อย

โรคหัดเยอรมัน เกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า Rubella Virus ซึ่งมีความแตกต่างจากเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคหัด (Measles) แม้จะมีลักษณะอาการออกผื่นคล้ายกัน แต่หัดเยอรมันมักจะมีอาการที่รุนแรงน้อยกว่าและระยะเวลาการเป็นโรคสั้นกว่า จนบางครั้งถูกเรียกว่า "หัด 3 วัน"

03 ธันวาคม 2568

โรคหัดเยอรมันในเด็ก ภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม รู้ทันอาการและการป้องกันเพื่อลูกน้อย

โรคหัดเยอรมัน เกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า Rubella Virus ซึ่งมีความแตกต่างจากเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคหัด (Measles) แม้จะมีลักษณะอาการออกผื่นคล้ายกัน แต่หัดเยอรมันมักจะมีอาการที่รุนแรงน้อยกว่าและระยะเวลาการเป็นโรคสั้นกว่า จนบางครั้งถูกเรียกว่า "หัด 3 วัน"

15 ธันวาคม 2568

ภูมิแพ้ในเด็ก ชนิด อาการ สาเหตุ และแนวทางการรักษา

โรคภูมิแพ้เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะในเด็กที่มีแนวโน้มเกิดภูมิแพ้เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากพันธุกรรม แต่สิ่งแวดล้อมก็มีบทบาทสำคัญ เช่น ฝุ่น ไรฝุ่น สัตว์เลี้ยง แมลงสาบ ควันบุหรี่ รวมถึงมลพิษและฝุ่นขนาดเล็ก PM2.5 ซึ่งสามารถกระตุ้นให้เกิดอาการภูมิแพ้ทางเดินหายใจและผื่นตามผิวหนัง

15 ธันวาคม 2568

ภูมิแพ้ในเด็ก ชนิด อาการ สาเหตุ และแนวทางการรักษา

โรคภูมิแพ้เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะในเด็กที่มีแนวโน้มเกิดภูมิแพ้เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากพันธุกรรม แต่สิ่งแวดล้อมก็มีบทบาทสำคัญ เช่น ฝุ่น ไรฝุ่น สัตว์เลี้ยง แมลงสาบ ควันบุหรี่ รวมถึงมลพิษและฝุ่นขนาดเล็ก PM2.5 ซึ่งสามารถกระตุ้นให้เกิดอาการภูมิแพ้ทางเดินหายใจและผื่นตามผิวหนัง