พยาธิไชผิวหนัง คันยิบๆ ผื่นแดงคดเคี้ยว สัญญาณที่คนไทยควรรู้จัก
16 มิถุนายน 2568
พยาธิไชผิวหนัง (Cutaneous Larva Migrans - CLM) คันยิบๆ ผื่นแดงคดเคี้ยว สัญญาณเตือนที่คุณไม่ควรมองข้าม
“โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ มีความห่วงใยในสุขภาพผิวหนังของประชาชนทุกท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่มีภูมิอากาศร้อนชื้นอย่างประเทศไทย เรามักพบปัญหาผิวหนังที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัย และหนึ่งในโรคผิวหนังที่สร้างความรำคาญใจและอาจนำไปสู่ปัญหาอื่น ๆ ได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง นั่นคือ "พยาธิไชผิวหนัง" (Cutaneous Larva Migrans - CLM)
โรคนี้อาจฟังดูแปลกใหม่สำหรับหลายคน แต่ในความเป็นจริงแล้วพบได้บ่อย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่สัมผัสกับดินหรือทรายที่ปนเปื้อนอุจจาระของสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัขและแมว ไม่ว่าจะเป็นการเดินเท้าเปล่า เล่นทราย หรือทำงานในสวน อาการหลักคือผื่นแดงนูน คันมาก และมีลักษณะเป็นเส้นคดเคี้ยวคล้ายแผนที่ที่เคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นอาการของตัวอ่อนพยาธิที่กำลังชอนไชอยู่ใต้ผิวหนังของเรา
ทำความเข้าใจ "พยาธิไชผิวหนัง" (Cutaneous Larva Migrans - CLM)
พยาธิไชผิวหนังคืออะไร?
พยาธิไชผิวหนัง (Cutaneous Larva Migrans - CLM) เป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากปฏิกิริยาของร่างกายต่อ ตัวอ่อนของพยาธิปากขอ (Hookworm larvae) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพยาธิปากขอที่พบในลำไส้ของสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัขและแมว (เช่น Ancylostoma caninum, Ancylostoma braziliense) ไม่ใช่พยาธิปากขอของมนุษย์ ตัวอ่อนเหล่านี้ไม่สามารถเจริญเติบโตต่อไปในร่างกายมนุษย์ได้ แต่จะชอนไชอยู่ใต้ชั้นผิวหนังกำพร้า (Epidermis) ทำให้เกิดอาการผิดปกติ
พยาธิไชผิวหนังคืออะไร?
การทำความเข้าใจวงจรชีวิตของพยาธิจะช่วยให้เราเห็นภาพว่าการติดเชื้อเกิดขึ้นได้อย่างไร
-
ไข่พยาธิถูกขับถ่าย สุนัขหรือแมวที่ติดเชื้อพยาธิปากขอ จะขับถ่ายไข่พยาธิออกมาพร้อมอุจจาระ
-
ตัวอ่อนฟักตัวในดิน/ทราย เมื่อไข่พยาธิอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เช่น ดินหรือทรายที่ชื้นและอบอุ่น (พบบ่อยในพื้นที่ชายหาด สนามเด็กเล่น สวนสาธารณะ หรือพื้นที่เลี้ยงสัตว์) ไข่จะฟักตัวเป็นตัวอ่อนระยะติดต่อ (Infective larvae หรือ filariform larvae, L3) ซึ่งสามารถเคลื่อนที่ได้
-
ตัวอ่อนไชเข้าสู่ผิวหนังมนุษย์ เมื่อผิวหนังของมนุษย์สัมผัสกับดินหรือทรายที่มีตัวอ่อนพยาธิปนเปื้อนอยู่ (โดยเฉพาะเท้าเปล่า มือ หรือส่วนอื่นๆ ของร่างกายที่สัมผัสโดยตรง) ตัวอ่อนเหล่านี้จะสามารถไชผ่านผิวหนังชั้นนอกเข้าไปได้
-
การชอนไชใต้ผิวหนัง เมื่อตัวอ่อนพยาธิปากขอของสัตว์ไชเข้าสู่ผิวหนังของมนุษย์ มันไม่สามารถเจริญเติบโตต่อไปเป็นตัวเต็มวัยในร่างกายมนุษย์ได้ เนื่องจากมนุษย์ไม่ใช่โฮสต์ที่เหมาะสม ตัวอ่อนจะชอนไชไปเรื่อยๆ อยู่ใต้ผิวหนังชั้นกำพร้า ทำให้เกิดอาการคันและผื่นนูนแดง
-
สิ้นสุดวงจร ตัวอ่อนจะค่อยๆ ตายไปเองภายในไม่กี่สัปดาห์ถึงหลายเดือน เนื่องจากไม่สามารถเจริญเติบโตต่อไปได้ หรืออาจถูกกำจัดโดยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย (แต่ในบางกรณีที่พบน้อยมาก อาจไชทะลุเข้าไปในร่างกายและไปที่อวัยวะอื่นๆ ได้)
อาการและลักษณะเฉพาะของ "พยาธิไชผิวหนัง"
อาการของพยาธิไชผิวหนังมีลักษณะเฉพาะที่สังเกตได้ง่าย ทำให้แพทย์สามารถวินิจฉัยได้ค่อนข้างแม่นยำจากการตรวจร่างกายและซักประวัติ
1. อาการคันที่รุนแรง
- อาการคัน เป็นอาการหลักและโดดเด่นที่สุด มักจะคันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลากลางคืน หรือเมื่อร่างกายอบอุ่น เช่น หลังอาบน้ำ การเกาจะยิ่งกระตุ้นให้คันมากขึ้น และอาจทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนได้
2. ลักษณะผื่นที่เฉพาะตัว (Serpiginous Lesion)
-
ผื่นนูนแดงเป็นเส้นคดเคี้ยว ลักษณะเด่นของโรคนี้คือการเกิดผื่นนูนแดงขนาดเล็ก คล้ายเส้นริ้วๆ ที่คดเคี้ยวไปมา คล้ายแผนที่ หรือรอยงูเลื้อย มีความกว้างประมาณ 2-3 มิลลิเมตร
-
ผื่นเคลื่อนที่ได้ ผื่นจะค่อยๆ เคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ โดยเฉลี่ยวันละประมาณ 1-2 เซนติเมตร เนื่องจากเป็นทางที่ตัวอ่อนพยาธิชอนไชอยู่ใต้ผิวหนัง มักจะเห็นรอยเดิมที่จางลง และรอยใหม่ที่ปรากฏขึ้น
-
ขอบเขตชัดเจน ขอบของผื่นมักจะนูนแดงและชัดเจน
3. ตำแหน่งที่มักเกิดผื่น
-
บริเวณที่สัมผัสกับดิน/ทราย พบบ่อยที่สุดบริเวณเท้า (หลังเท้า ฝ่าเท้า นิ้วเท้า) โดยเฉพาะผู้ที่ชอบเดินเท้าเปล่า
-
ส่วนอื่นๆ ของร่างกาย อาจพบได้ที่ก้น ขาหนีบ หน้าท้อง แขน หรือมือ หากสัมผัสกับพื้นดินที่ปนเปื้อน เช่น การนั่งบนพื้นดิน การนอนเล่นชายหาด หรือการใช้มือสัมผัสดิน
4. ระยะเวลาของอาการ
-
อาการคันและผื่นมักจะเกิดขึ้นภายในไม่กี่ชั่วโมงถึงหลายวันหลังจากได้รับเชื้อ
-
หากไม่ได้รับการรักษา ตัวอ่อนพยาธิอาจมีชีวิตอยู่และชอนไชอยู่ใต้ผิวหนังได้นานหลายสัปดาห์ไปจนถึงหลายเดือน (โดยเฉลี่ยประมาณ 5-6 สัปดาห์) ก่อนที่จะตายไปเองในที่สุด

อาการแทรกซ้อนและภาวะที่เกี่ยวข้อง
แม้ว่าพยาธิไชผิวหนังส่วนใหญ่จะไม่รุนแรงและสามารถรักษาให้หายได้ แต่หากปล่อยทิ้งไว้หรือมีการดูแลที่ไม่ถูกต้อง อาจนำไปสู่อาการแทรกซ้อนบางประการได้
1. การติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน (Secondary Bacterial Infection)
-
เนื่องจากอาการคันที่รุนแรง ทำให้ผู้ป่วยมักจะเกาบริเวณที่เป็นผื่นอย่างรุนแรง การเกาทำให้ผิวหนังเกิดรอยถลอก เป็นแผล ซึ่งเป็นช่องทางให้เชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ผิวหนังและเกิดการติดเชื้อแทรกซ้อนได้ เช่น ผิวหนังอักเสบเป็นหนอง (Impetigo) หรือเซลล์เนื้อเยื่ออักเสบ (Cellulitis)
-
หากมีการติดเชื้อแบคทีเรีย จะทำให้ผื่นแดง บวม เจ็บ และอาจมีหนองร่วมด้วย ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ
2. ปฏิกิริยาการแพ้หรือผื่นแพ้สัมผัส
-
ในบางรายอาจเกิดปฏิกิริยาการแพ้ต่อสารที่พยาธิปล่อยออกมา หรือจากการแพ้การติดเชื้อแทรกซ้อน ทำให้เกิดผื่นแพ้หรือผื่นลมพิษบริเวณกว้างขึ้นได้
3. Eosinophilic Pneumonia (ภาวะปอดอักเสบจากเม็ดเลือดขาวอีโอซิโนฟิล)
-
เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้น้อยมาก แต่เป็นไปได้ ในบางกรณี ตัวอ่อนพยาธิอาจไชทะลุผิวหนังเข้าสู่กระแสเลือดและเดินทางไปยังปอด ทำให้เกิดการอักเสบของปอด ซึ่งจะมีอาการไอ มีไข้ หอบเหนื่อย หรือเจ็บหน้าอก
-
ภาวะนี้มักเกิดขึ้นชั่วคราวและหายได้เอง แต่ในบางรายที่อาการรุนแรงอาจต้องได้รับการรักษา
4. Loeffler's Syndrome
-
เป็นภาวะที่มีการสะสมของเม็ดเลือดขาวชนิดอีโอซิโนฟิลในปอด มักเกิดจากปฏิกิริยาต่อการเคลื่อนที่ของพยาธิผ่านปอด ซึ่งอาจเกิดจากพยาธิไชผิวหนังที่หลงเข้าไปในปอด อาการคล้ายกับ Eosinophilic Pneumonia
-
ต้องวินิจฉัยโดยแพทย์และอาจต้องใช้การถ่ายภาพปอดเพื่อยืนยัน
การวินิจฉัย "พยาธิไชผิวหนัง"
การวินิจฉัยพยาธิไชผิวหนังโดยทั่วไปไม่ซับซ้อน แพทย์มักจะวินิจฉัยได้จากการซักประวัติและตรวจลักษณะผื่นที่ผิวหนัง
1. การซักประวัติ
-
ประวัติการสัมผัส แพทย์จะสอบถามประวัติการเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยง เช่น ชายหาด สนามเด็กเล่น การเดินเท้าเปล่า หรือการสัมผัสกับดิน/ทรายที่อาจปนเปื้อนอุจจาระสัตว์
-
ลักษณะอาการ สอบถามเกี่ยวกับอาการคัน ความรุนแรง ลักษณะผื่น การเคลื่อนที่ของผื่น และระยะเวลาที่เป็น
-
ประวัติสัตว์เลี้ยง มีสัตว์เลี้ยงในบ้านหรือไม่ และมีการถ่ายพยาธิให้สัตว์เลี้ยงอย่างสม่ำเสมอหรือไม่
2. การตรวจร่างกาย
-
แพทย์จะตรวจดูลักษณะผื่นที่ผิวหนังอย่างละเอียด โดยเฉพาะลักษณะเป็นเส้นคดเคี้ยวสีแดงนูนที่เคลื่อนที่ได้ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโรคนี้
-
อาจไม่จำเป็นต้องมีการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติมในผู้ป่วยส่วนใหญ่
3. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (ในบางกรณี)
-
การตรวจเลือดโดยทั่วไปไม่จำเป็น แต่ในบางรายที่อาการไม่ชัดเจน หรือสงสัยภาวะแทรกซ้อน อาจมีการตรวจเลือดเพื่อดูระดับเม็ดเลือดขาวชนิดอีโอซิโนฟิล (Eosinophil) ซึ่งมักจะสูงขึ้นในภาวะติดเชื้อพยาธิ
-
การตัดชิ้นเนื้อตรวจ (Skin Biopsy) พบน้อยมากที่จะต้องทำ เนื่องจากลักษณะผื่นค่อนข้างจำเพาะ แต่จะทำในกรณีที่วินิจฉัยยาก หรือสงสัยภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
แนวทางการรักษา "พยาธิไชผิวหนัง"
การรักษาพยาธิไชผิวหนังมุ่งเน้นการกำจัดตัวอ่อนพยาธิ และบรรเทาอาการคัน รวมถึงรักษาภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
1. ยาถ่ายพยาธิ (Antiparasitic Drugs)
ยาหลักที่ใช้ในการรักษา ได้แก่
-
Albendazole (อัลเบนดาโซล) เป็นยาที่ใช้กันบ่อยและมีประสิทธิภาพดี โดยทั่วไปรับประทานครั้งละ 400 มิลลิกรัม วันละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 3-7 วัน (ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์)
-
Ivermectin (ไอเวอร์เมคติน) เป็นยาอีกชนิดหนึ่งที่มีประสิทธิภาพสูง มักจะรับประทานเพียงครั้งเดียว หรือตามคำแนะนำของแพทย์
-
Thiabendazole (ไทอะเบนดาโซล) อาจใช้ในรูปของยาครีมหรือยาทาเฉพาะที่ ในกรณีที่เป็นผื่นไม่มากและไม่รุนแรง
*ข้อควรระวัง ยาทุกชนิดควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิผลสูงสุด
2. ยาบรรเทาอาการคัน
-
ยาแก้แพ้ (Antihistamines) ทั้งชนิดที่ทำให้ง่วงและไม่ทำให้ง่วง เพื่อช่วยลดอาการคันและช่วยให้ผู้ป่วยนอนหลับได้ดีขึ้น
-
ยาทาคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Topical Corticosteroids) เช่น Betamethasone Cream หรือ Triamcinolone Cream เพื่อช่วยลดการอักเสบและอาการคันเฉพาะที
3. การรักษาภาวะแทรกซ้อน
- ยาปฏิชีวนะ หากมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน แพทย์จะพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะทั้งในรูปยาทาหรือยารับประทาน
- การรักษาอาการทางปอด หากเกิดภาวะแทรกซ้อนทางปอด จะต้องได้รับการดูแลจากแพทย์เฉพาะทาง และอาจต้องใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการ
การป้องกัน "พยาธิไชผิวหนัง" ที่ดีที่สุด
การป้องกันเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการหลีกเลี่ยงการติดเชื้อพยาธิไชผิวหนัง เนื่องจากเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ง่ายๆ หากปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยที่ดี
1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับดินหรือทรายที่อาจปนเปื้อนอุจจาระสัตว์
ยาหลักที่ใช้ในการรักษา ได้แก่
-
ไม่เดินเท้าเปล่า โดยเฉพาะในบริเวณที่สงสัยว่าอาจมีอุจจาระสัตว์ เช่น สวนสาธารณะ สนามเด็กเล่น ชายหาดที่ไม่ได้มีการดูแลสุขอนามัยที่ดี หรือบริเวณที่เลี้ยงสัตว์
-
สวมรองเท้า เมื่อต้องเดินในพื้นที่เสี่ยง
-
สวมถุงมือ เมื่อต้องทำงานในสวน หรือสัมผัสกับดิน
2. การดูแลสัตว์เลี้ยงอย่างถูกวิธี
-
ถ่ายพยาธิให้สุนัขและแมวอย่างสม่ำเสมอ ตามคำแนะนำของสัตวแพทย์ เพื่อกำจัดพยาธิปากขอในสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นต้นเหตุของการปนเปื้อนไข่พยาธิในสิ่งแวดล้อม
-
จัดการอุจจาระสัตว์เลี้ยงอย่างเหมาะสม เก็บอุจจาระของสุนัขและแมวทิ้งลงถังขยะให้เรียบร้อย ไม่ปล่อยทิ้งไว้ตามพื้นดินหรือสนามหญ้า
-
รักษาสุขอนามัยของพื้นที่เลี้ยงสัตว์ ทำความสะอาดบริเวณที่สัตว์เลี้ยงขับถ่ายเป็นประจำ
3. รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล
-
ล้างมือล้างเท้าให้สะอาด หลังจากสัมผัสกับดิน ทราย หรือสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหาร
-
ทำความสะอาดร่างกาย อาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดทุกครั้งหลังจากทำกิจกรรมกลางแจ้ง
4. ระมัดระวังเป็นพิเศษในพื้นที่เสี่ยง
-
ชายหาด แม้จะดูสะอาด แต่ในบางพื้นที่ชายหาดที่อนุญาตให้สุนัขเข้า หรือไม่มีการดูแลสุขอนามัยที่ดี อาจมีอุจจาระสัตว์ปนเปื้อนได้ ควรพิจารณาสวมรองเท้าแตะ หรือใช้ผ้าปูรองนั่งเมื่อพักผ่อน
-
สนามเด็กเล่น ควรดูแลสุขอนามัยของสนามเด็กเล่นให้ดี เพราะเด็กๆ มักจะเล่นคลุกคลีกับทรายและดิน
เมื่อไหร่ที่ควรรีบมาโรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ?
หากท่านหรือคนใกล้ชิดมีอาการที่สงสัยว่าเป็นพยาธิไชผิวหนัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีลักษณะดังต่อไปนี้ ควรรีบมาพบแพทย์ที่ โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ ทันที หรือเดินทางไปแผนกฉุกเฉิน
-
มีผื่นแดงนูนเป็นเส้นคดเคี้ยว ที่คันมาก และมีประวัติสัมผัสกับดิน/ทรายที่สงสัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากอาการคันรุนแรงจนรบกวนชีวิตประจำวัน หรือการนอนหลับ
-
มีอาการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน เช่น ผื่นแดง บวม ร้อน กดเจ็บ หรือมีหนองบริเวณที่เป็นผื่น
-
ผื่นลุกลามอย่างรวดเร็ว หรือเป็นบริเวณกว้าง
-
มีอาการทางระบบอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ไอ หอบเหนื่อย เจ็บหน้าอก หรือมีไข้สูง โดยไม่ทราบสาเหตุ
โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและทีมบุคลากรทางการแพทย์ที่พร้อมให้การวินิจฉัยและรักษาโรคพยาธิไชผิวหนังอย่างถูกต้องแม่นยำ พร้อมให้คำแนะนำในการดูแลตนเองและการป้องกัน เพื่อให้ท่านและคนที่ท่านรักปลอดภัยจากโรคนี้และมีสุขภาพผิวที่ดี
สรุป ป้องกันพยาธิไชผิวหนัง ง่ายกว่าที่คิด
พยาธิไชผิวหนัง (Cutaneous Larva Migrans - CLM) เป็นโรคผิวหนังที่สามารถป้องกันได้ง่ายๆ เพียงแค่มีความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุ วงจรชีวิตของพยาธิ และการปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยที่ดี การหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับดินหรือทรายที่ปนเปื้อนอุจจาระสัตว์ และการดูแลสัตว์เลี้ยงอย่างถูกวิธี คือกุญแจสำคัญในการป้องกันโรคนี้
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
Q1: พยาธิไชผิวหนังสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้หรือไม่?
A1: ไม่สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ พยาธิไชผิวหนังเกิดจากตัวอ่อนพยาธิปากขอของสัตว์ที่ไชเข้าสู่ผิวหนังของมนุษย์ ตัวอ่อนเหล่านี้ไม่สามารถเจริญเติบโตเป็นตัวเต็มวัยในมนุษย์ได้ และไม่สามารถแพร่เชื้อต่อไปยังบุคคลอื่นได้
Q2: หากเป็นพยาธิไชผิวหนังแล้วปล่อยทิ้งไว้จะหายเองได้หรือไม่?
A2: โดยทั่วไปแล้ว สามารถหายเองได้ เนื่องจากตัวอ่อนพยาธิปากขอของสัตว์ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้นานในร่างกายมนุษย์ มักจะตายไปเองภายในไม่กี่สัปดาห์ถึงหลายเดือน อย่างไรก็ตาม การปล่อยทิ้งไว้จะทำให้ผู้ป่วยต้องทนทรมานกับอาการคันที่รุนแรง และมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนจากการเกา ดังนั้นจึงแนะนำให้พบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสมและรวดเร็ว
Q3: การใช้ยาทาแก้คันตามร้านขายยาจะช่วยรักษาพยาธิไชผิวหนังได้หรือไม่?
A3: ยาทาแก้คันทั่วไป หรือยาทาคอร์ติโคสเตียรอยด์ (สเตียรอยด์ครีม) ช่วยบรรเทาอาการคันและลดการอักเสบได้เท่านั้น แต่ไม่สามารถฆ่าตัวอ่อนพยาธิได้ การรักษาที่ถูกต้องคือการใช้ยาถ่ายพยาธิชนิดรับประทานตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อกำจัดตัวอ่อนพยาธิให้หมดไป ดังนั้น หากสงสัยว่าเป็นพยาธิไชผิวหนัง ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและยาที่ถูกต้อง
Q4: สัตว์เลี้ยงที่บ้านจำเป็นต้องถ่ายพยาธิบ่อยแค่ไหนเพื่อป้องกันโรคนี้?
A4: ความถี่ในการถ่ายพยาธิให้สุนัขและแมวขึ้นอยู่กับอายุของสัตว์ สภาพแวดล้อม และคำแนะนำของสัตวแพทย์ โดยทั่วไป ลูกสุนัข/ลูกแมวควรได้รับการถ่ายพยาธิบ่อยกว่าสัตว์โต และควรปรึกษาสัตวแพทย์เพื่อวางแผนการถ่ายพยาธิที่เหมาะสมสำหรับสัตว์เลี้ยงของคุณ
Q5: หากเคยเป็นพยาธิไชผิวหนังแล้ว มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำอีกหรือไม่?
A5: มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ หากมีการสัมผัสกับดินหรือทรายที่มีตัวอ่อนพยาธิปนเปื้อนอีกครั้ง การเคยเป็นโรคนี้ไม่ได้ทำให้เกิดภูมิคุ้มกันต่อการติดเชื้อในอนาคต ดังนั้น การปฏิบัติตามแนวทางการป้องกันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
มีคำถามเกี่ยวกับ โรคพยาธิไชผิวหนัง ?
สอบถามฟรี รับคำตอบได้ทันที ทางช่องทาง LINE เพื่อความสบายใจของคุณ

ช่องทางการซื้อแพ็กเกจและโปรโมชั่น

หากท่านหรือคนใกล้ชิดมีอาการคันรุนแรงและมีผื่นลักษณะเฉพาะตัวดังกล่าว โปรดอย่าลังเลที่จะเข้ามาปรึกษาแพทย์ที่โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ
เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง เราพร้อมให้การดูแลสุขภาพผิวหนังของท่านด้วยความใส่ใจและตามมาตรฐานวิชาการ เพื่อให้ท่านกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดี
เรามีทีมแพทย์เฉพาะทาง พร้อมดูแลคุณ
สามารถปรึกษาได้ที่ แผนกโรคผิวหนัง โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ
โทร. 056 000 111 "ไม่ต้องห่วง ให้เราช่วยดูแล"

ศูนย์การรักษาที่เกี่ยวข้อง

แผนกโรคผิวหนัง
สถานที่
ชั้น 2
เวลาทำการ
พฤ : 17.30-19.30 ,ศ : 10.00-12.00 ,อา : 13.00-16.00
เบอร์ติดต่อ
056-000-111


