Header

แผนกโรคมะเร็ง

แผนกโรคมะเร็ง

แผนกโรคมะเร็ง โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ

   โรคมะเร็งเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของคนไทย และยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกเพศทุกวัย ด้วยความตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลรักษาโรคมะเร็งอย่างครบวงจร โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ จึงมุ่งมั่นให้บริการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางจากหลากหลายสาขา ร่วมกับทีมบุคลากรทางการแพทย์ที่มีประสบการณ์ด้านมะเร็งโดยตรง

เราให้การดูแลผู้ป่วยตั้งแต่

  • การให้คำปรึกษาและป้องกัน
  • การตรวจคัดกรองเพื่อค้นหาความเสี่ยง
  • การวินิจฉัยด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย
  • การวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล
  • การดูแลภาวะแทรกซ้อนทั้งด้านร่างกายและจิตใจ
  • การติดตามผลและเฝ้าระวังการกลับเป็นซ้ำอย่างต่อเนื่อง



พร้อมด้วยห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ (Lab) ที่ได้รับมาตรฐานสากล ช่วยให้ผลตรวจออกได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และรองรับการวางแผนรักษาได้อย่างทันท่วงที


มะเร็งที่พบบ่อยในคนไทย Top 5

   เพื่อการเฝ้าระวังและตรวจคัดกรองที่ตรงจุด เราขอแนะนำให้ทุกคนใส่ใจโรคมะเร็ง 5 อันดับแรกที่พบบ่อยในประเทศไทย ได้แก่

  1. มะเร็งตับ – พบมากในผู้ชายไทย โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติตับอักเสบเรื้อรัง หรือเป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี/ซี
  2. มะเร็งเต้านม – พบมากในผู้หญิงไทย โดยเฉพาะวัย 40 ปีขึ้นไป
  3. มะเร็งปอด – พบได้ทั้งในผู้ที่สูบบุหรี่และไม่สูบบุหรี่ โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติสัมผัสสารพิษหรือฝุ่นละออง
  4. มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก – พบในทั้งชายและหญิง โดยเฉพาะผู้ที่รับประทานอาหารไขมันสูง ผักผลไม้น้อย
  5. มะเร็งปากมดลูก – เป็นมะเร็งที่สามารถป้องกันได้หากตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอและได้รับวัคซีน HPV


คู่มือการดูแลโรคมะเร็งเต้านม การตรวจคัดกรอง การวินิจฉัย การรักษา และการฟื้นฟู

   มะเร็งเต้านม (Breast Cancer) เป็นโรคมะเร็งที่พบได้บ่อยที่สุดในผู้หญิงทั่วโลก และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของผู้หญิงไทย การตรวจพบมะเร็งเต้านมตั้งแต่ระยะแรกเริ่มมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายขาดได้สูงขึ้น ทั้งนี้ทางโรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ พร้อมรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมแบบครบวงจร เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการตรวจคัดกรอง การวินิจฉัยโรค การเลือกวิธีการรักษา การดูแลตัวเองระหว่างการรักษา การให้คีโม การฟื้นฟูหลังการรักษา ตลอดจนแนวทางการป้องกันโรค

วิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมที่ควรรู้

   1.   การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยเครื่องแมมโมแกรม (Mammogram) และการตรวจอัลตราซาวนด์ร่วมด้วย (Breast Ultrasound) ถือเป็นวิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมที่มีประสิทธิภาพและได้รับการยอมรับว่าได้มาตรฐานที่สุด สามารถลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมได้การตรวจแมมโมแกรมสามารถตรวจพบความผิดปกติขนาดเล็กมากได้แม้ยังคลำก้อนไม่ได้ด้วยมือ โดยเฉพาะหินปูนขนาดเล็กหรือความหนาแน่นของเนื้อเยื่อที่บ่งชี้มะเร็ง

   2.  การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมโดยแพทย์หรือบุคลากรที่เชี่ยวชาญ การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม โดยแพทย์เฉพาะทางหรือพยาบาลที่ได้รับการฝึกฝน เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยในการคัดกรองร่วมกับแมมโมแกรมมีประสิทธิภาพมากขึ้น

  3.   การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง (Breast Self-Exam) แนะนำให้ผู้หญิงที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป ตรวจเต้านมด้วยตนเองทุกเดือนเป็นประจำ หากพบความผิดปกติเช่น คลำเจอก้อน แข็งตึง ผิวหนังบุ๋มหรือหนาผิดปกติ หัวนมบุ๋ม มีของเหลวไหลจากหัวนมที่ไม่ใช่น้ำนม หรือรู้สึกเจ็บแปลบที่เต้านมอย่างผิดปกติ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติมทันที

   4.   การตรวจเพิ่มเติมอื่น ๆ เช่น การตรวจด้วยเครื่อง MRI เต้านม ในผู้ที่มีความเสี่ยงสูงมากต่อการเป็นมะเร็งเต้านม แพทย์อาจพิจารณาการตรวจคัดกรองด้วย เครื่อง MRI เต้านม ควบคู่กับแมมโมแกรม แนะนำเฉพาะในกลุ่มความเสี่ยงสูง จริงๆ เช่น ผู้ที่มีญาติสายตรงหลายคนเป็นมะเร็งเต้านมตั้งแต่อายุน้อย เป็นต้

ขั้นตอนการวินิจฉัย เมื่อตรวจพบก้อนเนื้อที่เต้านม 

  1.   การตรวจประเมินโดยแพทย์ แพทย์จะสอบถามประวัติและตรวจคลำเต้านมอย่างละเอียด และส่งตรวจเพิ่มเติม เพื่อดูรายละเอียดของก้อน เช่น ขอบแขต ความหนาแน่น หินปูน เป็นต้น

  2.   การยืนยันด้วยการตรวจชิ้นเนื้อ (Biopsy) ขั้นตอนสำคัญที่สุดในการวินิจฉัยมะเร็งเต้านมคือการตัดหรือเจาะชิ้นเนื้อจากก้อนที่สงสัยเพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา การตรวจชิ้นเนื้อจะบอกได้อย่างแน่นอนว่าก้อนนั้นเป็นมะเร็งหรือไม่ รวมถึงทราบชนิดของเซลล์มะเร็ง เพื่อใช้วางแผนการรักษาต่อไป การตรวจชิ้นเนื้อทำได้หลายวิธี ได้แก่

  • การเจาะดูดเซลล์ด้วยเข็มเล็ก (Fine Needle Aspiration - FNA) ใช้เข็มขนาดเล็กดูดเซลล์จากก้อนไปตรวจ วิธีนี้ง่ายและรวดเร็ว แต่ความแม่นยำต่ำกว่าวิธีอื่น หากผลไม่ชัดเจนอาจต้องตรวจซ้ำด้วยวิธีอื่นต่อไป
  • การตัดชิ้นเนื้อด้วยเข็มใหญ่ (Core Needle Biopsy) ใช้เข็มตัดชิ้นเนื้อขนาดใหญ่ขึ้น เจาะเอาชิ้นเนื้อออกมาตรวจ ได้ปริมาณเนื้อเยื่อมากกว่า FNA ทำให้ตรวจได้แม่นยำขึ้น มักทำภายใต้การใช้เครื่องอัลตราซาวนด์ช่วยนำทาง
  • การตัดชิ้นเนื้อระบบสูญญากาศ (Vacuum-Assisted Biopsy - VABB) เป็นเทคโนโลยีใหม่ ใช้หัวเข็มขนาดใหญ่ที่มีเครื่องดูดช่วย ดูดเอาชิ้นเนื้อออกมาตรวจหลายชิ้นต่อเนื่องกัน ทำให้ได้เนื้อเยื่อมากและสามารถตัดเอาก้อนขนาดเล็กออกได้เกือบหมดในคราวเดียว แผลเล็ก เจ็บน้อยกว่าการผ่าตัดเปิด
  • การผ่าตัดชิ้นเนื้อ (Excisional Biopsy) กรณีที่ผลจากเข็มยังไม่ยืนยันแน่ชัด แพทย์อาจแนะนำผ่าตัดเล็กเพื่อนำก้อนหรือบางส่วนของก้อนออกมาตรวจทางพยาธิวิทยา ซึ่งเป็นวิธีที่แม่นยำที่สุด

แนวทางการรักษามะเร็งเต้านม

  1. การผ่าตัด (Breast Surgery) การผ่าตัดเป็นวิธีการรักษาหลักๆ สำหรับมะเร็งเต้านมระยะแรกเริ่ม จุดประสงค์ คือการนำเอาชิ้นเนื้อก้อนมะเร็งออกจากร่างกายและตรวจต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ เพื่อประเมินการแพร่กระจาย การผ่าตัดมี 2 รูปแบบใหญ่ ได้แก่

  • การผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมด (Mastectomy) คือการผ่าเอาเนื้อเต้านมออกทั้งเต้า รวมถึงหัวนมและผิวหนังบางส่วน กรณีที่แพทย์มักเลือกทำ เช่น เมื่อก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่เทียบกับขนาดเต้านม หรือมีหลายก้อนในเต้านมเดียวกัน หรือผู้ป่วยไม่สามารถรับการฉายรังสีหลังผ่าตัดได้ การผ่าตัดออกทั้งหมดจะลดความเสี่ยงการกลับเป็นซ้ำเฉพาะที่ แต่ผู้ป่วยอาจสูญเสียเต้านมไปทั้งเต้า 
  • การผ่าตัดแบบสงวนเต้านม (Breast-Conserving Surgery หรือ Lumpectomy) คือการผ่าตัดเอาเฉพาะก้อนมะเร็งออก พร้อมเนื้อเต้านมปกติรอบๆ ก้อนเล็กน้อย เพื่อให้ขอบแผลสะอาด โดยคงเหลือส่วนใหญ่ของเต้านมไว้ ข้อดีคือผู้ป่วยยังคงมีเต้านม รูปร่างใกล้เคียงเดิมมากที่สุด แต่ผู้ป่วยแทบทุกรายที่ผ่าตัดแบบสงวนเต้าต้องได้รับการฉายรังสีหลังผ่าตัดร่วมด้วย เพื่อทำลายเซลล์มะเร็งที่อาจเหลืออยู่

  2. การฉายรังสี (Radiation Therapy หรือ รังสีรักษา) การฉายรังสีเป็นการใช้รังสีพลังงานสูง ไปทำลายเซลล์มะเร็งในบริเวณที่มีความเสี่ยงสูงหลังการผ่าตัด ความสำคัญของรังสีรักษาคือการลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำเฉพาะที่ของโรค และลดความเสี่ยงการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมลง

  3. เคมีบำบัด (Chemotherapy หรือ คีโม) เคมีบำบัด คือการใช้ยาเพื่อทำลายหรือยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง ยาเคมีบำบัด ออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย (systemic therapy) จึงสามารถกำจัดเซลล์มะเร็งที่อาจแพร่กระจายไปส่วนอื่นๆ ที่มองไม่เห็นได้ต่างจากการผ่าตัดหรือฉายรังสีที่รักษาเฉพาะจุด 

  4. ฮอร์โมนบำบัด (Hormonal Therapy) ฮอร์โมนบำบัด คือการใช้ยาเพื่อยับยั้งผลของฮอร์โมนเพศหญิงที่มีต่อเซลล์มะเร็งเต้านม มะเร็งเต้านมส่วนใหญ่ในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนจะเติบโตโดยอาศัยฮอร์โมนเอสโตรเจน หากผลตรวจชิ้นเนื้อพบว่าเซลล์มะเร็งมีตัวรับฮอร์โมนเป็นบวก แพทย์จะให้ยาต้านฮอร์โมนหลังการรักษาหลัก เป็นระยะเวลานาน 5-10 ปี เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำของโรค

แนวทางการป้องกันมะเร็งเต้านม 

  1.  หลีกเลี่ยงหรือลดเครื่องดื่มแอลกอออล์ การดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ชัดเจนสำหรับมะเร็งเต้านม ผู้หญิงที่ดื่มทุกวันมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมสูงกว่าผู้ที่ไม่ดื่ม
  2.  รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตราฐาน โรคอ้วนสัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งเต้านม เพราะเนื้อเยื่อไขมันสามารถผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนได้การมีไขมันส่วนเกินทำให้ระดับเอสโตรเจนในร่างกายสูงขึ้น ซึ่งกระตุ้นการเติบโตของเซลล์มะเร็งได้
  3.  รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และหลากหลาย ควรเน้นการทานผักและผลไม้เป็นหลักทุกวัน เน้นผักและผลไม้ที่มีฤทธิต้านอนุมูลอิสระช่วยป้องกันความผิดปกติของเซลล์และยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็ง อีกทั้งใยอาหารในผักผลไม้ยังช่วยลดการดูดซึมฮอร์โมนเอสโตรเจนส่วนเกินในลำไส้และช่วยควบคุมน้ำหนักด้วย
  4.  ออกกำลังกายสม่ำเสมอ การออกกำลังกายมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านม การขยับเขยื้อนร่างกายช่วยควบคุมระดับอินซูลินและฮอร์โมนต่างๆ ไม่ให้สูงเกินไป และฝึกการเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
  5.  เลี่ยงการใช้ฮอร์โมนเสริมโดยไม่จำเป็น ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่รับฮอร์โมนทดแทน (HRT) เป็นเวลานานกว่า 5 ปีมีความเสี่ยงมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ดังนั้นควรใช้ฮอร์โมนเฉพาะกรณีที่จำเป็นและอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
  6.  การให้นมบุตร ผู้หญิงที่เลี้ยงลูกด้วยนมตัวเองเป็นเวลาหลายเดือนมีความเสี่ยงมะเร็งเต้านมน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้เลี้ยงลูกด้วยนมตนเอง ทั้งนี้เพราะการให้นมบุตรทำให้รังไข่หยุดการตกไข่ชั่วคราวลดระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน และอาจชวยกำจัดเซลล์เต้านมที่มีการเปลี่ยนแปลงผิดปกติผ่านกระบวนการหลั่งน้ำนม ดังนั้นหากเป็นไปได้ ควรให้นมลูกอย่างน้อย 6-12 เดือนหรือนานกว่านั้น
  7.  ตรวจคัดกรองสม่ำเสมอ แม้ว่าการตรวจคัดกรองไม่ได้ป้องกันการเกิดมะเร็งตั้งแต่แรก แต่การตรวจตามกำหนดจะช่วยพบความผิดปกติเร็ว ทำให้รักษาได้ทันท่วงที  


มะเร็งลำไส้ใหญ่ แนวทางการคัดกรอง การวินิจฉัย การรักษา และการป้องกัน

   มะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colon Cancer) เป็นหนึ่งในมะเร็งที่พบได้บ่อยทั่วโลกและเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย ไม่ใช่เฉพาะผู้สูงอายุเท่านั้น การรู้จักโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่อย่างรอบด้าน ตั้งแต่ปัจจัยเสี่ยง การตรวจคัดกรอง การวินิจฉัย การรักษา ไปจนถึงการป้องกัน จะช่วยให้เราเตรียมพร้อมรับมือและเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้สูงขึ้น

ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่

  • อายุที่มากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุเกิน 50 ปี 
  • ประวัติครอบครัวและพันธุกรรม หากมีญาติสายตรงหรือครอบครัวมีประวัติโรคทางพันธุกรรมบางอย่างเหล่านี้จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่หลายเท่า
  • โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง ผู้ที่เป็นโรคลำไส้ใหญ่หรือทวารหนักอักเสบเรื้อรัง จะมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่สูงกว่าคนทั่วไป เนื่องจากการอักเสบเรื้อรังของลำไส้ส่งผลให้เซลล์เปลี่ยนแปลงผิดปกติได้
  • พฤติกรรมการกิน การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง เนื้อแดงหรือเนื้อสัตว์แปรรูปบ่อยๆ เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่
  • พฤติกรรมการใช้ชีวิต การขาดการออกกำลังกาย นั่งทำงานนานๆ มีภาวะอ้วนลงพุงหรือน้ำหนักเกิน ล้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งหลายชนิดรวมถึงมะเร็งลำไส้ใหญ่
  • ประวัติพบติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ ผู้ที่เคยตรวจพบโพลิปหรือติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ หากไม่ได้รับการรักษาหรือตัดออก มีโอกาสที่ติ่งเนื้อเหล่านี้จะพัฒนากลายเป็นมะเร็งในอนาคตได้

ใครควรตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่บ้าง? 

  • ผู้ที่มีอายุ 45 ปี ขึ้นไป 
  • ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงสูง เช่น ญาติสายตรงเป็นมะเร็งลำไส้ , ผู้ที่เคยตรวจติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ , ผู้ที่เป็นโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง

วิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่

  • การตรวจอุจจาระหาเลือดแฝง (Fecal Occult Blood Test, FOBT หรือแบบใหม่คือ FIT) เป็นการตรวจหาการมีเลือดปนในอุจจาระที่ตามปกติจะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ซึ่งเป็นสัญญาณของมะเร็งหรือติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ได้ วิธีใหม่นิยมใช้การตรวจแบบ FIT (Fecal Immunochemical Test) ที่มีความไวสูงขึ้น ให้ผู้ตรวจเก็บตัวอย่ำงอุจจำระ 1-3 ครังแล้วส่งตรวจในห้องปฏิบัติการ หากผลตรวจพบเลือดแฝงหรือความผิดปกติ จะต้องส่องกล้องลำไส้ใหญ่ต่อเพื่อยืนยัน
  • การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) เป็นวิธีการตรวจโดยแพทย์ใช้ท่อสายกล้องขนาดเล็กและยืดหยุ่น (colonoscope) สอดผ่านทวารหนักเข้าไปดูตลอดความยาวของลำไส้ใหญ่ การส่องกล้องนี้นอกจากจะช่วยให้เห็นติ่งเนื้อหรือเนื้องอกได้โดยตรงแล้ว ยังสามารถตัดติ่งเนื้อหรือเก็บชิ้นเนื้อ (biopsy) จากบริเวณที่น่าสงสัยออกมาตรวจได้ทันทีในการส่องกล้องครั้งเดียว
  • เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ลำไส้ใหญ่ (CT Colonography หรือ “Virtual Colonoscopy”) เป็นการตรวจภาพถ่ายเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สามมิติของลำไส้ใหญ่เพื่อค้นหาติ่งเนื้อหรือมะเร็ง โดยไม่ต้องใส่กล้องจริงเข้าไป ผู้ป่วยจะได้รับการสวนลมและถ่ายภาพ CT ซึ่งคอมพิวเตอร์จะประมวลผลเป็นภาพเหมือนส่องกล้อง
  • การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย (Flexible Sigmoidoscopy) คล้าย colonoscopy แต่ตรวจเฉพาะส่วนปลายของลำไส้ใหญ่ ประมาณ 1/3 ส่วนท้าย จึงพบมะเร็งหรือติ่งเนื้อที่อยู่ลึกเข้าไปไม่หมด ใช้ในบางกรณีหรือพื้นที่ที่ไม่พร้อมส่องกล้องเต็มรูปแบบ

การวินิจฉัยและการประเมินระยะของโรค 

  • การตัดชิ้นเนื้อ (Biopsy) เป็นขั้นตอนสำคัญที่สุดในการยืนยันการวินิจฉัยมะเร็ง หากระหว่างส่องกล้องลำไส้ใหญ่พบก้อนหรือติ่งเนื้อต้องสงสัย แพทย์จะใช้เครื่องมือพิเศษผ่านกล้องเพื่อตัดชิ้นเนื้อขนาดเล็กจากรอยโรคนั้นออกมาตรวจทางห้องปฏิบัติการพยาธิวิทยา หากพบเป็นมะเร็ง ตัวอย่างชิ้นเนื้ออาจถูกส่งตรวจเพิ่มเติมในระดับโมเลกุล เพื่อช่วยในการวางแผนการรักษา
  • การตรวจเลือดและ marker มะเร็ง แพทย์อาจตรวจเลือดเพิ่มเติมเพื่อดูสัญญาณทางอ้อม เช่น ตรวจความสมบูรณ์ของเลือด (CBC) ดูภาวะโลหิตจางจกกการเสียเลือดเรื้อรัง, ตรวจการทำงานของตับและตรวจระดับสารบ่งชี้มะเร็ง
  • การตรวจประเมินระยะโรค (Staging) เมื่อยืนยันแล้วว่าเป็นมะเร็ง ขั้นตอนต่อไปคือการประเมินว่ามะเร็งลุกลามมากน้อยเพียงใดแล้ว การระบุระยะโรคนี้สำคัญมากต่อการวางแผนการรักษา แพทย์จะสั่งตรวจภาพวินิจฉัยต่าง ๆได้แก่
  • - เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) เพื่อตรวจดูว่ามะเร็งแพร่กระจายออกนอกลำไส้ไปยังอวัยวะอื่นหรือไม่ เช่น ต่อมน้ำเหลือง ตับ ปอด เป็นต้น
  • - อัลตราซาวด์ (Ultrasound) หากเป็นมะเร็งลำไส้ตรง แพทย์อาจทำอัลตราซาวด์ทางทวารหนัก (Endorectal ultrasound) โดยใส่อุปกรณ์คล้ายหัวตรวจเข้าไปในทวารหนักเพื่อดูว่าก้อนมะเร็งกินลึกเข้าไปในผนังลำไส้มากแค่ไหน และลุกลามถึงต่อมน้ำเหลืองหรืออวัยวะใกล้เคียงหรือไม่
  • - เอ็มอาร์ไอ (MRI) ใช้สนามแม่เหล็กสร้างภาพรายละเอียดของเนื้อเยื่ออ่อน ในกรณีมะเร็งลำไส้ตรง มักทำMRI ช่องเชิงกรานเพิ่มเติมเพื่อประเมินการกระจายของก้อนมะเร็งสู่เนื้อเยื่อรอบๆ และต่อมน้ำเหลืองอย่างละเอียด เพื่อวางแผนผ่าตัดที่เหมาะสม
  • - PET Scan คือการตรวจด้วยสารเภสัชรังสีที่จับกับเซลล์มะเร็งเพื่อดูการกระจายทั่วร่างกาย ในมะเร็งลำไส้ใหญ่ PET scan อาจพิจารณาทำในบางกรณีเพื่อหาจุดแพร่กระจายเล็ก ๆ ที่ CT/MRI ปกติอาจมองไม่เห็น หรือกรณีที่ผลการตรวจอื่น ๆ ไม่ชัดเจน (บริการนี้ ทางโรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ ยังไม่เปิดให้บริการ)

ทางเลือกการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ 

  1.  การผ่าตัด (Surgery) การผ่าตัด เป็นวิธีรักษาหลักสำหรับมะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในระยะที่ยังจำกัดอยู่เฉพาะในลำไส้หรือยังไม่มีการแพร่กระจาย ไกล ศัลยแพทย์จะทำการผ่าตัดลำไส้ส่วนที่มีเนื้อร้ายออกไป พร้อมกับขอบเนื้อดีรอบ ๆ และเลาะต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียงออก เพื่อตรวจว่ามีเซลล์มะเร็งกระจายไปหรือไม่ ในบางกรณีที่ก้อนมะเร็งอยู่ใกล้ทวารหนักมาก อาจจำเป็นต้องตัดลำไส้ตรงและทำทางออกลำไส้ทางหน้าท้อง (stoma) ชั่วคราวหรือถาวร ทั้งนี้ขึ้นกับตำแหน่งและความรุนแรงของโรค
  2.  เคมีบำบัด (Chemotherapy หรือ “คีโม”)  เคมีบำบัด คือ การใช้ยาเคมีที่มีฤทธิฆ่าทำลายหรือยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง ในมะเร็งลำไส้ใหญ่ เคมีบำบัดมัก มีบทบาท ดังนี้
  3. - เคมีบำบัดเสริมหลังผ่าตัด (Adjuvant chemotherapy) ให้คีโมหลังการผ่าตัด เมื่อมะเร็งอยู่ในระยะที่มีความเสี่ยงกลับ มาเป็นซ้ำ เช่น ตรวจเจอมะเร็งลุกลามถึงต่อมน้ำเหลือง เพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งเล็ก ๆ ที่อาจหลงเหลืออยู่ ลดโอกาสที่โรคจะกลับมา
  4. - เคมีบำบัดก่อนผ่าตัด (Neoadjuvant chemotherapy) ในบางกรณีของมะเร็งลำไส้ตรง หรือก้อนมะเร็งขนาดใหญ่ แพทย์อาจให้คีโม มักร่วมกับการฉายรังสี ก่อนผ่าตัด เพื่อช่วยให้ก้อนยุบเล็กลง ผ่าตัดง่ายขึ้นและเพิ่มโอกาสเก็บกล้ามเนื้อหูรูดไว้ได้
  5. - เคมีบำบัดในระยะลุกลาม (Palliative chemotherapy) หากมะเร็งอยู่ในระยะที่ไม่สามารถผ่าตัดรักษาให้หายขาดได้ การให้คีโมจะช่วยควบคุมโรค ยืดอายุผู้ป่วย และบรรเทาอาการจากมะเร็ง เช่น ลดอาการปวด หรืออาการอุดตันของลำไส้
  6.  การฉายรังสี (Radiation Therapy) การฉายรังสี คือการใช้รังสีพลังงานสูง มุ่งเป้าไปยังบริเวณที่มีมะเร็งเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งหรือยับยั้งไม่ให้เซลล์มะเร็งเจริญเติบโตต่อได้ ในมะเร็งลำไส้ตรง (Rectal Cancer) ซึ่งเป็นส่วนปลายของลำไส้ใหญ่ การรักษามักต้องใช้ การฉายรังสีร่วมกับการผ่าตัดและเคมีบำบัด แพทย์มักฉายรังสีก่อนผ่าตัดในมะเร็งลำไส้ตรงระยะลุกลามที่ผนังลำไส้เพื่อให้ก้อนยุบลง และลดโอกาสที่มะเร็งจะกลับเป็นซ้ำหลังผ่าตัด
  7.  ยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) ยามุ่งเป้า เป็นการรักษาด้วยยาที่ออกฤทธิเจาะจงกับกลไกหรือโมเลกุลเฉพาะของเซลล์มะเร็ง ทำให้มีความจำเพาะและมักมีผลข้างเคียง ต่อเซลล์ปกติน้อยกว่าเคมีบำบัดทั่วไป ในมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะลุกลาม แพทย์มักใช้ยามุ่งเป้า ร่วมกับเคมีบำบัดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา


*ทั้งนี้ยามุ่งเป้าควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทางอย่างใหกล้ชิด เพราะหากมีผลข้างเคียงที่รุนแรงจำเป็นต้องปรับยา หรือหยุดยาและรักษาแก้ไขอย่างทันท่วงที

แนวทางป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่

  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นอาหารที่มีใยอาหารสูง ผักผลไม้หลากสี ธัญพืชไม่ขัดสี และลดการบริโภคเนื้อแดง เนื้อแปรรูป ของทอดของมัน และอาหารดองเค็ม
  • รักษาน้ำหนักตัวและออกกำลังกายสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงภาวะอ้วนลงพุงด้วยการควบคุมอาหารและออกกำลังกาย การออกกำลังกายระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ หรือออกกำลังหนัก 75 นาทีต่อสัปดาห์ จะช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งและดีต่อสุขภาพ
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และแอลกอฮอล์ สารพิษในบุหรี่ เช่น ทาร์ และสารก่อมะเร็งอื่นๆ จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดและแพร่กระจายไปทั่วร่างกายเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งหลายอวัยวะรวมถึงลำไส้ใหญ่ ส่วนการดื่มสุรามากก็สัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งตับ มะเร็งทางเดินอาหารและลำไส้
  • ตรวจคัดกรองตามเกณฑ์ การป้องกันที่มีประสิทธิภาพมากอีกอย่างคือการเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ เมื่อถึงวัยที่เหมาะสมการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ เพื่อตัดติ่งเนื้อก่อนกลายเป็นมะเร็ง ถือเป็นการป้องกันเชิงรุกที่ลดทั้งอุบัติการณ์โรคและอัตราตายได้จริงฃ
  • หลีกเลี่ยงการรับสารก่อมะเร็งหรือสิ่งระคายเคืองเรื้อรัง เช่น สารเคมีบางชนิด , การได้รับรังสีเกินความจำเป็น


“เพราะทุกช่วงเวลาของชีวิตมีค่า ที่โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ เราพร้อมเดินเคียงข้างคุณและครอบครัว เพื่อก้าวข้ามโรคมะเร็งไปด้วยกัน”





 


 


 

 

มีคำถามเกี่ยวกับ โรคมะเร็ง?

สอบถามฟรี รับคำตอบได้ทันที ทางช่องทาง LINE เพื่อความสบายใจของคุณ

 

 

 

ช่องทางการซื้อแพ็กเกจและโปรโมชั่น

 

 

 






เวลาทำการ

จ : 08.00-17.00 ,อ-อา : 08.00-20.00

เบอร์ติดต่อ

(056) 000 111 ต่อ 510101 ,510102

ตารางออกตรวจแพทย์ประจำแผนกโรคมะเร็ง

รายชื่อแพทย์ จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัสบดี ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

บทความที่เกี่ยวข้อง

10 พฤศจิกายน 2568

มะเร็งเม็ดเลือดขาว รู้เร็ว รักษาได้ อย่าปล่อยให้โรคร้ายทำลายชีวิต

มะเร็งเม็ดเลือดขาว ภัยเงียบที่หลายคนมองข้าม อาการเริ่มต้นคล้ายอ่อนเพลียทั่วไป หากตรวจพบเร็วสามารถรักษาให้หายได้ โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ พร้อมทีมแพทย์เฉพาะทางดูแลครบวงจร

10 พฤศจิกายน 2568

มะเร็งเม็ดเลือดขาว รู้เร็ว รักษาได้ อย่าปล่อยให้โรคร้ายทำลายชีวิต

มะเร็งเม็ดเลือดขาว ภัยเงียบที่หลายคนมองข้าม อาการเริ่มต้นคล้ายอ่อนเพลียทั่วไป หากตรวจพบเร็วสามารถรักษาให้หายได้ โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ พร้อมทีมแพทย์เฉพาะทางดูแลครบวงจร

14 ตุลาคม 2568

5 อันดับโรคมะเร็ง ที่ผู้หญิงต้องระวัง รู้ทันก่อนป้องกันได้

วันนี้เราจะพาคุณมาทำความรู้จักกับ 5 โรคมะเร็งร้ายที่ผู้หญิงควรรู้เท่าทัน พร้อมวิธีสังเกตอาการและแนวทางป้องกัน เพื่อให้คุณและคนที่รักอยู่ห่างไกลจากโรคร้ายนี้ให้นานที่สุด

14 ตุลาคม 2568

5 อันดับโรคมะเร็ง ที่ผู้หญิงต้องระวัง รู้ทันก่อนป้องกันได้

วันนี้เราจะพาคุณมาทำความรู้จักกับ 5 โรคมะเร็งร้ายที่ผู้หญิงควรรู้เท่าทัน พร้อมวิธีสังเกตอาการและแนวทางป้องกัน เพื่อให้คุณและคนที่รักอยู่ห่างไกลจากโรคร้ายนี้ให้นานที่สุด