Header

ภาวะออฟฟิศซินโดรม เมื่อการนั่งทำงานนานกลายเป็นภัยเงียบใกล้ตัว

ออฟฟิศซินโดรมคืออะไร?

ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) ไม่ใช่ชื่อโรคทางการแพทย์ แต่เป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากพฤติกรรมการทำงานซ้ำ ๆ และการใช้ร่างกายผิดท่าเป็นเวลานาน เช่น นั่งหลังค่อม ก้มมองจอนาน หรือใช้คอมพิวเตอร์โดยไม่พักสายตา

อาการเหล่านี้มักเริ่มจากความเมื่อยล้าเล็กน้อย แล้วค่อย ๆ พัฒนาเป็นอาการปวดตึงรุนแรงจนกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน และในบางรายอาจถึงขั้น “เส้นประสาทถูกกดทับ” จนต้องเข้ารับการรักษาอย่างจริงจัง

สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

หลายคนเข้าใจว่าอาการปวดเมื่อยเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นเรื่องปกติของคนทำงาน แต่แท้จริงแล้ว นั่นคือเสียงเตือนจากร่างกายว่าคุณกำลังใช้งานกล้ามเนื้อเกินขีดจำกัด

  • ปวดหรือเกร็งกล้ามเนื้อบริเวณ คอ บ่า ไหล่ หลังส่วนบน หรือต้นแขน
  • ชาหรือปวดร้าวลงแขนและมือ จากการกดทับของเส้นประสาท
  • ปวดศีรษะเรื้อรัง หรือปวดตา จากการใช้สายตาจ้องจอนาน
  • ปวดหลังส่วนล่าง จากการนั่งผิดท่าหรือเก้าอี้ไม่รองรับสรีระ
  • บางรายมีอาการ อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ หรือเครียดสะสม ร่วมด้วย

เมื่ออาการเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อย ๆ และไม่ได้รับการแก้ไข อาจพัฒนาเป็นอาการเรื้อรัง เช่น กล้ามเนื้ออักเสบ เส้นเอ็นอักเสบ หรือหมอนรองกระดูกเคลื่อนได้เลยทีเดียว

ทำไมเราถึงเป็นออฟฟิศซินโดรม?

สาเหตุหลักของภาวะออฟฟิศซินโดรมมักเกิดจากพฤติกรรมการทำงานที่เราคุ้นชิน แต่ไม่รู้ว่ามันส่งผลเสียต่อร่างกาย เช่น:

  1. นั่งทำงานนานเกินไปโดยไม่ขยับตัว
  2. ท่านั่งไม่ถูกหลัก เช่น หลังค่อม ก้มคอมาก หรือยกไหล่ขณะพิมพ์
  3. โต๊ะและเก้าอี้ไม่เหมาะกับสรีระ
  4. ใช้สายตาหนักเกินไป ทั้งจอคอม โทรศัพท์ หรือแท็บเล็ต
  5. ขาดการออกกำลังกายและยืดกล้ามเนื้อ
  6. ความเครียดสะสม ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งโดยไม่รู้ตัว

วิธีป้องกันและดูแลตัวเองจากออฟฟิศซินโดรม

ข่าวดีคือภาวะออฟฟิศซินโดรมสามารถป้องกันและรักษาได้ หากเราเริ่มปรับพฤติกรรมตั้งแต่วันนี้!

1. ปรับท่านั่งให้เหมาะกับสรีระ

  • หลังตรง พิงพนักเก้าอี้ให้เต็มหลัง
  • เท้าวางราบกับพื้น หรือใช้ที่รองเท้า
  • จอคอมควรอยู่ระดับสายตา ห่างประมาณ 50–70 เซนติเมตร
  • ข้อศอกงอประมาณ 90 องศา ไม่ยกไหล่ขณะพิมพ์

2. ลุกขยับตัวทุก 45–60 นาที

เพียงลุกขึ้นเดิน ยืดแขน บิดตัว หรือหมุนคอเบา ๆ ก็ช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้นและลดความตึงของกล้ามเนื้อได้ทันที

3. ออกกำลังกายเป็นประจำ

ไม่จำเป็นต้องเข้าฟิตเนสทุกวัน แค่ยืดกล้ามเนื้อ 10 นาทีตอนเช้า หรือเล่นโยคะวันละนิด ก็ช่วยป้องกันได้มาก

4. พักสายตาเป็นระยะ

ใช้กฎ “20-20-20” คือ ทุก 20 นาที ให้มองออกไปไกล 20 ฟุต (ประมาณ 6 เมตร) เป็นเวลา 20 วินาที เพื่อให้กล้ามเนื้อตาได้พัก

5. ลดความเครียด

ฝึกหายใจลึก ๆ หรือฟังเพลงเบา ๆ ระหว่างพัก ช่วยให้สมองผ่อนคลาย และลดการเกร็งของกล้ามเนื้อโดยไม่รู้ตัว

เมื่อควรไปพบแพทย์

หากคุณเริ่มมีอาการปวดหรือชามากขึ้น แม้พักแล้วไม่ดีขึ้นภายใน 1–2 สัปดาห์ ควรรีบพบแพทย์ทันที แพทย์อาจตรวจร่างกายร่วมกับการทำกายภาพบำบัด เช่น:

  • นวดคลายกล้ามเนื้อ
  • ฝึกยืดกล้ามเนื้อเฉพาะจุด
  • ฝังเข็ม
  • หรือใช้เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าเพื่อลดอาการเกร็ง

อย่ารอให้ร่างกาย “ล้ม” ก่อนถึงจะเริ่มดูแล เพราะออฟฟิศซินโดรมไม่ใช่ปัญหาของคนทำงานเท่านั้น แต่ยังพบได้ในนักเรียน นักศึกษา และคนที่ใช้มือถือเป็นเวลานานอีกด้วย

ร่างกายที่ดี คือเครื่องมือการทำงานที่ดีที่สุด

“การมีสุขภาพดี คือพื้นฐานของการทำงานอย่างมีความสุข” เริ่มต้นง่าย ๆ วันนี้ ด้วยการลุกขึ้นยืดเส้น ยืดหลัง แล้วบอกกับตัวเองว่า ฉันจะไม่ปล่อยให้ออฟฟิศซินโดรมมาทำร้ายฉันอีกต่อไป!

สรุปสั้น ๆ สำหรับคนทำงานยุคดิจิทัล

  • ภาวะออฟฟิศซินโดรมเกิดจากพฤติกรรมซ้ำ ๆ และการนั่งผิดท่า
  • สัญญาณเตือน: ปวดคอ บ่า ไหล่ หลัง ชาแขน หรือปวดตา
  • ป้องกันได้ด้วยการปรับท่านั่ง พักสายตา และออกกำลังกาย
  • หากอาการเรื้อรัง ควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างถูกวิธี

 

 

 
 

สุขภาพคือทรัพย์สินที่ประเมินค่าไม่ได้ เราอาจทุ่มเทให้กับงานได้เต็มที่ แต่หากละเลยการดูแลร่างกาย ผลลัพธ์คือความเหนื่อยล้าที่ไม่จบสิ้น
โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ มีความพร้อมที่จะให้คำปรึกษาและดูแลผู้ป่วยและวิธีการรักษาอื่นๆ อย่างครบวงจร

 ขอคำปรึกษา คลิก

 

 

 

 


 

 

มีคำถามเกี่ยวกับ ออฟฟิศซินโดรม?

สอบถามฟรี รับคำตอบได้ทันที ทางช่องทาง LINE เพื่อความสบายใจของคุณ
 


 


 

ช่องทางการซื้อแพ็กเกจและโปรโมชั่น



ศูนย์การรักษาที่เกี่ยวข้อง

แผนกกายภาพบำบัด

สถานที่

ชั้น 3

เวลาทำการ

ทุกวัน : 08.00-20.00

เบอร์ติดต่อ

(056) 000 111 ต่อ 511301 ,511302

แพทย์แนะนำ

ศูนย์ศัลยกรรมทั่วไป

พญ.กิติยา จันทรวิถี

พญ.กิติยา จันทรวิถี

ศูนย์ศัลยกรรมทั่วไป

อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด

นพ. ลิขิต กำธรวิจิตรกุล

ศัลยเเพทย์ออร์ปิดิกส์

บทความที่เกี่ยวข้อง

28 ตุลาคม 2568

อยู่ไฟหลังคลอดจำเป็นแค่ไหนสำหรับคุณแม่?  ไม่อยู่ไฟหลังคลอดได้หรือเปล่า?

การอยู่ไฟเป็นการช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายของคุณแม่หลังคลอด เพื่อปรับสมดุลเลือดลมในร่างกายให้กลับมาปกติให้เร็วที่สุด ซึ่งจะส่งผลดีทั้งต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจ โดยเชื่อว่าการอยู่ไฟมีประโยชน์มากช่วยขับน้ำคาวปลา กระตุ้นน้ำนม ช่วยให้เลือดลมไหลเวียนดี

28 ตุลาคม 2568

อยู่ไฟหลังคลอดจำเป็นแค่ไหนสำหรับคุณแม่?  ไม่อยู่ไฟหลังคลอดได้หรือเปล่า?

การอยู่ไฟเป็นการช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายของคุณแม่หลังคลอด เพื่อปรับสมดุลเลือดลมในร่างกายให้กลับมาปกติให้เร็วที่สุด ซึ่งจะส่งผลดีทั้งต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจ โดยเชื่อว่าการอยู่ไฟมีประโยชน์มากช่วยขับน้ำคาวปลา กระตุ้นน้ำนม ช่วยให้เลือดลมไหลเวียนดี

20 มีนาคม 2569

กายภาพบำบัดสำหรับผู้สูงอายุ ช่วยลดการหกล้มได้จริงไหม?

กายภาพบำบัดคือกุญแจสำคัญในการช่วยลดความเสี่ยงต่อการหกล้มในผู้สูงอายุ การหกล้มไม่ใช่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในวัยนี้ แต่สามารถ “ป้องกันได้” หากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม กายภาพบำบัดจึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้สูงอายุเคลื่อนไหวได้คล่องตัวขึ้นได้ดีขึ้น ลดโอกาสการล้มความเสี่ยงในการล้ม และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ พร้อมทั้งมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

20 มีนาคม 2569

กายภาพบำบัดสำหรับผู้สูงอายุ ช่วยลดการหกล้มได้จริงไหม?

กายภาพบำบัดคือกุญแจสำคัญในการช่วยลดความเสี่ยงต่อการหกล้มในผู้สูงอายุ การหกล้มไม่ใช่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในวัยนี้ แต่สามารถ “ป้องกันได้” หากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม กายภาพบำบัดจึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้สูงอายุเคลื่อนไหวได้คล่องตัวขึ้นได้ดีขึ้น ลดโอกาสการล้มความเสี่ยงในการล้ม และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ พร้อมทั้งมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

20 มีนาคม 2569

ปวดคอบ่าเรื้อรัง (ออฟฟิศซินโดรม) แก้ได้ด้วยกายภาพบำบัด

อาการ ปวดคอบ่าเรื้อรัง (ออฟฟิศซินโดรม) ไม่ใช่เรื่องเล็ก หากปล่อยไว้อาจพัฒนาเป็นโรคเรื้อรังที่รักษายาก การรักษาที่ได้ผลควรเป็นการดูแลแบบองค์รวม ตั้งแต่การวินิจฉัยหาสาเหตุ การรักษาด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ และการฟื้นฟูกล้ามเนื้ออย่างถูกวิธี

20 มีนาคม 2569

ปวดคอบ่าเรื้อรัง (ออฟฟิศซินโดรม) แก้ได้ด้วยกายภาพบำบัด

อาการ ปวดคอบ่าเรื้อรัง (ออฟฟิศซินโดรม) ไม่ใช่เรื่องเล็ก หากปล่อยไว้อาจพัฒนาเป็นโรคเรื้อรังที่รักษายาก การรักษาที่ได้ผลควรเป็นการดูแลแบบองค์รวม ตั้งแต่การวินิจฉัยหาสาเหตุ การรักษาด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ และการฟื้นฟูกล้ามเนื้ออย่างถูกวิธี